พระธรรมคำสอนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

วันพุธที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2564

นมัสการในเวลาระหว่างวัน


บทพิธีนมัสการในเวลาระหว่างวัน ตั้งแต่เวลาตีสี่ขื้นไปจนถึงเวลาพักผ่อนนอนหลับควรทำนมัสการอย่างน้อยวันละ1ครั้งขื้น

ก่อนอื่นกราบพระรัตนตรัย3ครั้ง

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
คำนมัสการบูชาพระรัตนตรัย
อิมินา สักกาเรนะ ตัง พุทธัง อะภิปูชะยามิอิมินา สักกาเรนะ ตัง ธัมมัง อะภิปูชะยามิอิมินา สักกาเรนะ ตัง สังฆัง อะภิปูชะยามิ

คำนมัสการพระรัตนตรัย
อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ ฯ (กราบ)
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมัง นะมัสสามิ ฯ (กราบ)
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ ฯ (กราบ)

คำนมัสการ อาราธนาศิล
มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ
ทุติยัมปิ มะยังภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ
ตะติยัมปิ มะยังภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ
คำนมัสการสรรเสริญพระพุทธเจ้า
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นมัสการไตรสรณคมน์
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
คำนมัสการ สมาทานศีล 5
ปาณาติปาตา เวระมณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
อทินนาทานา เวระมณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
กาเมสุมิจฉาจารา เวระมณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
มุสาวาทา เวระมณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
ข้าพเจ้าขอตั้งสัจจะจิตอธิษฐานต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระมหาโพธิสัตว์ทั้งหลาย องค์เทพเทวาอารักษ์ทั้งหลาย ต่อแต่นี้ไปข้าพเจ้าจะขอรักษาศีล 5 ให้บริสุทธิ์ดังเดิม 
บัดนี้ข้าพเจ้า... ตั้งใจรักษาศีลแล้ว, บัดนี้ข้าพเจ้า... คือผู้มีศีล,
ข้าพเจ้าผู้มีศีล ละอาย ต่อการทำความชั่ว กลัว ต่อผลของบาปกรรม,
ข้าพเจ้าผู้มีศีล มีหิริโอตตัปปะ, มีกายเป็นมนุษย์ มีใจเป็นเทวดา,
เป็นมนุสสเทโว เข้าถึงความเป็นสหาย กับเหล่าเทวดาทั้งหลาย,
ขอ เทพ พรหม เทวดาทั้งหลาย ผู้เป็นสหายของข้าพเจ้า ร่วมโมทนาบุญ
และ เมตตา ปกป้อง คุ้มครองรักษา ข้าพเจ้า ด้วยเทอญสาธุ
ข้าพเจ้าเจริญภาวนาขอตั้งจิตอธิษฐานสัจจะว่าข้าพเจัาขอรักษาศิลห้าให้บริบูรณ์ดีครบทุกประการโดยอย่างเคร่งครัดด้วยตลอดเวลา ด้วยการเจริญภาวนาว่ารู้ลมหายใจเข้าออกทุกครั้งไป พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ตลอดทุกอริยาบททุกเวลาทุกสภาวะอารมณ์ของข้าพเจ้าทุกเมื่อเทอญสาธุ
อิมานิ ปัญจะ สิกขาปะทานิ สะมาทิยามิ (กล่าว 3 จบ)

คำนมัสการขอขมากรรมพระรัตนตรัย
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ทะวารัตตะเยนะ กะตัง 
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเต 
กายะกัมมัง วะจีกัมมัง มะโนกัมมัง สัญจิจจะกัมมัง
อะสัญจิจจะกัมมัง ขะมันตุ เม อะโหสิกัมมัง ภะวะตุ เม
หากข้าพเจ้า จงใจหรือประมาทพลาดพลั้ง ล่วงเกินบิดา-มารดา ครูบาอาจารย์ พระพุทธ พระธรรม พระอรหันต์ทุกพระองค์ พระอริยสงฆ์เจ้า ตลอดจนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย รวมถึงผู้มีพระคุณ และท่านเจ้ากรรมนายเวร จะด้วยกาย วาจา ใจ 
ขอได้โปรดอโหสิกรรมแก่ข้าพเจ้าด้วย หากข้าพเจ้ามีเจ้าของในตัวติดตามมา ข้าพเจ้าขออนุญาตมีคู่ มีครอบครัวได้เหมือนคนปกติทั่วไป ขอถอนคำอธิษฐาน คำสาบานที่จะติดตามคู่ในอดีตขอให้ต่างฝ่ายต่างเป็นอิสระ ข้าพเจ้าจะประพฤติตนในทางที่ถูก ที่ชอบ ที่ควร ขอบุญบารมีในอดีตกาลที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน จงส่งผลให้ข้าพเจ้าและครอบครัว ตลอดจนบริวารที่เกี่ยวข้อง จงเจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ ลาภ ยศ สรรเสริญ สติปัญญา ปฏิภาณ ธนสารสมบัติ อุปสรรคใด ๆ โรคภัยใด ๆ ขอให้มลายสิ้นไป ขอให้ข้าพเจ้ามีความสว่างทั้งทางโลกและทางธรรม ตั้งแต่บัดนี้จนตราบเข้าสู่นิพพานเทอญ 
ข้าพเจ้าขอถอนคำสัญญา คำสาบาน คำอธิษฐาน ที่ผูกมัดตัวเองและผู้อื่น ขอให้ต่างฝ่ายต่างเป็นอิสระจากสัญญาทั้งปวง (หากข้าพเจ้าหมดอายุแล้ว ข้าพเจ้าขออยู่ต่อเพื่อสร้างบารมี) หากมีผู้ใดเคยสร้างเวรสร้างกรรมกับข้าพเจ้า ไม่ว่าจะชาติใดภพใดก็ตาม ข้าพเจ้ายินดีอโหสิกรรมให้ ขอถอนความอาฆาต ความพยาบาท และคำสาปแช่งในทุกชาติ ทุกภพ ขอให้ข้าพเจ้าพ้นจากคำสาปแช่งของปวงชนของเจ้ากรรม ขอให้พ้นจากนรกภูมิ และพบแสงสว่างทั้งทางโลกและทางธรรมด้วยเทอญสาธุ
กรรมใดๆ ไม่ว่าจะเป็น กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่ข้าพเจ้าได้ทำล่วงเกินแก่ผู้ใดทั้งโดยตั้งใจก็ดี ไม่ได้ตั้งใจก็ดี ในภพชาติใดก็ตาม ขอให้เจ้ากรรม นายเวรทั้งหลาย จงโปรดยกโทษ ให้เป็นอโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้าอย่าได้ จองเวรจองกรรม ต่อกันอีกเลย แม้แต่กรรมใดที่ใครๆ ทำแก่ข้าพเจ้าก็ตาม ข้าพเจ้าขออโหสิกรรม ให้ทั้งสิ้น …. ยกถวายพระพุทธเจ้า เป็นอภัยทาน ขอจงดลใจให้เขาเหล่านั้น กลับมีเมตตาจิต คิดเป็นมิตรกับข้าพเจ้า เพื่อจะได้ไม่มีเวรกรรมต่อกันตลอดไป 
ด้วยอานิสงส์แห่งอภัยทานนี้ ขอให้ข้าพเจ้า พร้อมทั้งครอบครัว ตลอดจน…วงศาคณาญาติ ผู้มีอุปการคุณ ของข้าพเจ้าพ้นจากความทุกข์ยาก ลำบาก เข็ญใจ ความทุกข์อย่าได้ใกล้ ความเจ็บไข้อย่าได้มี ขอให้มีความสุขสวัสดี มีชัย เสนียดจัญไร และ อุปัทวันตรายทั้งหลาย จงเสื่อมสิ้นหายไป นึกคิดปรารถนาสิ่งใด ที่เป็นไปโดยชอบ ประกอบด้วยธรรม ขอให้สิ่งนั้น จงสำเร็จพลัน เทอญ "นิพพานัง ปัจจะโย โหตุ" ข้าพเจ้า ณ บัดนี้เกิดจิตสำนึกผิดถึงผลกรรมที่ส่งผล แม้ในภพนี้ข้าพเจ้าจะจำไม่ได้ก็ดี ข้าพเจ้าก็ขอขมาต่อโทษของภพใหม่ที่ปิดบังต่อความทุจริตที่มีต่อพวกท่านทั้งหลาย บัดนี้ข้าพเจ้ารู้สึกผิดชอบชั่วดี จึงขอขมาลาโทษต่อพวกท่านทั้งหลาย อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย 
อย่าได้ผูกเวรแก่กันและกันเลย
ขอให้บุญใดๆ ที่เกิดมาจากกาย วาจา ใจ สุจริตทั้งหมดทั้งสิ้นของข้าพเจ้า จงเกิดเป็นบุญที่กาย ที่จิตของท่าน ขอความเป็นผู้หมดสิ้นไปในเวรในกรรม จงมีแก่ท่านและข้าพเจ้า ณ กาลบัดนี้เทอญ..สาธุ
ด้วยตลอดเวลาด้วยการเจริญภาวนารู้ลมหายใจเข้าออกทุกครั้งไป พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ด้วยตลอดทุกเวลาทุกอริยาบททุกสภาวะอารมภ์ของข้าพเจ้าทุกเมื่อเทอญสาธุ

คำนมัสการสรรเสริญตนเอง
ข้าพเจ้าขอด้วยการเป็นผู้เจริญภาวนารู้ลมหายใจเข้าออกทุกครั้งไป พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ด้วยตลอดทุกเวลาทุกอริยาบททุกสภาวะอารมณ์ของข้าพเจ้าทุกเมื่อ ด้วยอานุภาพเจริญภาวนามนต์นี้เป็นมนต์อันที่ศักสิทธิ์ไม่มีมนต์อื่นใดเทียบได้ข้าพเจ้าผู้บำเพ็ญเจริญภาวนามนต์นี้ข้าพเจ้าเป็นผู้ขอนมัสการสักการะบูชาด้วยการปฏิบัติบูชาอันสถานเดียวขอบูชา พระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสงฆ์เจ้า พระมหาโพธิสัตว์ องค์เทพเทวาอารักษ์ พลังแห่งความดีทั้งหลายพร้อมน้อมเข้าสู่จิตกายวาจาของข้าพเจ้า 
ข้าพเจ้าเป็นผู้อยู่เหนือพลังบาปอกุศลกรรมทั้งปวง เหนือขันห้า เหนือกิเลสตัณหาราคะอุปาทานทั้งปวง เหนือโลก เหนือกฏแห่งกรรม เหนือโลกธรรมแปด เหนืออายตนะสิบสอง เหนือธรรมทั้งปวง เป็นผู้ขอโทษและให้อภัยต่อผู้อื่นและตนเองตลอดจนเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทุกท่าน
ผู้ตั้งสัจจะอธิษฐานด้วยจิตกายวาจาว่าเป็นผู้ละเว้นขาดจากพลังบาปอกุศลกรรมทั้งหลายทั้งปวงต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระมหาโพธิสัตว์ องค์เทพเทวาอารักษ์ แล้วนะบัดนี้
ข้าพเจ้าเป็นผู้มีศีลอันบริสุทธิ์บริบูรณ์ดีแล้วครบทุกประการ
ผู้เจริญเมตตากรุณามุทิตาอุเบกขา ต่อผู้อื่นและตนเองดีแล้ว
 ผู้ได้ชำระล้างพลังบาปอกุศลกรรมทั้งปวง เอาออกจากจิตกายวาจาอันบริบูรณ์และสะอาดดีแล้วด้วยการปฏิบัติบูชาของข้าพเจ้าครบทุกประการ
ผู้มีจิตกายวาจาอันบริสุทธิ์ผุดผ่องอ่อนน้อมถ่อมตนดีแล้วด้วยการปฏิบัติบูชาของข้าพเจ้าครบทุกประการ
ผู้มีจิตจำนงต่อโลกศุทธิไวฑูรย์ อันมีพระไภษัชยคุรุไวทูรยประภาตถาคตเจ้าอันทรงเป็นพระพุทธเจ้านั้นแล้ว
เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ผู้รู้สึกดีหนอ ผู้ปลื้มปิติภูมิใจตนเองหนอ ผู้รู้อันธรรมดาหนอ ผู้รู้สึกสุขกายสบายใจดีหนอ ผู้ปล่อยวางแล้วหนอ ผู้เจริญมรรคแปดดีแล้วหนอ ผู้มีพลังกายพลังใจมีจิตเข้มแข็งดีแล้วหนอ ผู้ไม่ย่อท้อถอยต่อ
อุปสรรคใดๆทั้งหลายทั้งปวงมีพลังใจสู่ต่อไปดีแล้วหนอ
ผู้เชื่อและปฏิบัติพระธรรมคำสอนพระพุทธเจ้าอันสถานเดียว
ข้าพเจ้าเป็นผู้บำเพ็ญเจริญภาวนามนต์อันศักสิทธิ์นี้ดัวยการเจริญภาวนารู้ลมหายใจเข้าออกทุกครั้งไปพุทธัง สะระณัง คัจฉามิด้วยตลอดทุกเวลาทุกกิริยาบททุกสภาวะอารมณ์ของข้าพเจ้าทุกเมื่อ เทอญสาธุ
อิทังเมธะนัง ทรัพย์ของข้าพเจ้านี้ ได้มาโดยบริสุทธิ์อันชอบธรรม และการนมัสการเจริญภานาของข้าพเจ้ากระทำโดยเจตนาบริอันบริสุทธิ์ใจ ข้าพเจ้าขอบูชาพระพุทธ บูชาพระธรรม บูชาพระสงฆ์ พระโพธิสัตว์ องค์เทพเทวาอารักษ์
ข้าพเจ้ามีจิตระลึกนึกถึงต่อพระนิพพานในโลกธาตุพุทธเกษตรศุทธิไวฑูรย์ขอให้ถึงเมืองแก้ว ขอให้คลาดแคล้วบ่วงมารและปราศจากพลังบาปอกุศลกรรมทั้งปวง
ขอให้พบพระนิพพาน ในโลกพุทธเกษตรศุทธิไวฑูรย์อันมีพระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตเจ้า อันทรงเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาลของข้าพเจ้า ด้วยการเจริญภาวนารู้ลมหายใจเข้าออกทุกครั้งไป พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ด้วยตลอดทุกเวลาทุกกิริยาบททุกอารมณ์ของข้าพเจ้าทุกเมื่อเทอญ สาธุ

บทนมัสการชำระล้างขันห้า
ด้วยบทสวด ปฏิจจสมุปบาท
(นำ) หันทะ มะยัง ปะฏิจจะสะมุปปาทะธัมมะปาฐัง ภะณามะ เส ฯ

(รับ) อิธะ ภิกขะเว อะริยะสาวะโก
ปะฏิจจะสะมุปปาทัญเญวะ สาธุกัง โยนิโส มะนะสิกะโรติ
- ภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ย่อมกระทำไว้ในใจ
โดยแยบคายเป็นอย่างดี ซึ่งปฏิจจสมุปบาทนั่นเทียว ดังนี้ว่า

อิมัส๎มิง สะติ อิทัง โหติ
- เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ย่อมมี

อิมัสสุปปาทา อิทัง อุปปัชชะติ
- เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น

อิมัส๎มิง อะสะติ อิทัง นะ โหติ
- เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ย่อมไม่มี

อิมัสสะ นิโรธา อิทัง นิรุชฌะติ
- เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป

ยะทิทัง
- ได้แก่สิ่งเหล่านี้ คือ

อะวิชชาปัจจะยา สังขารา
- เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย

สังขาระปัจจะยา วิญญาณัง
- เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ

วิญญาณะปัจจะยา นามะรูปัง
- เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป

นามะรูปะปัจจะยา สะฬายะตะนัง
- เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ

สะฬายะตะนะปัจจะยา ผัสโส
- เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ

ผัสสะปัจจะยา เวทะนา
- เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา

เวทะนาปัจจะยา ตัณหา
- เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา

ตัณหาปัจจะยา อุปาทานัง
- เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน

อุปาทานะปัจจะยา ภะโว
- เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ

ภะวะปัจจะยา ชาติ
- เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ

ชาติปัจจะยา ชะรามะระณัง
โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสา สัมภะวันติ
- เพราะมีชาติเป็นปัจจัย ชรา มรณะ โสกะปริเทวะทุกขโทมนัส
อุปายาสะทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน

เอวะเมตัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะสะมุทะโย โหติ
- ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้

อะวิชชายะเต๎ววะ อะเสสะวิราคะนิโรธา สังขาระนิโรโธ
- เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือ
แห่งอวิชชานั้นนั่นเทียว จึงมีความดับแห่งสังขาร

สังขาระนิโรธา วิญญาณะนิโรโธ
- เพราะมีความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ

วิญญาณะนิโรธา นามะรูปะนิโรโธ
- เพราะมีความดับแห่งวิญญาณ จึงมีความดับแห่งนามรูป

นามะรูปะนิโรธา สะฬายะตะนะนิโรโธ
- เพราะมีความดับแห่งนามรูป จึงมีความดับแห่งสฬายตนะ

สะฬายะตะนะนิโรธา ผัสสะนิโรโธ
- เพราะมีความดับแห่งสฬายตนะ จึงมีความดับแห่งผัสสะ

ผัสสะนิโรธา เวทะนานิโรโธ
- เพราะมีความดับแห่งผัสสะ จึงมีความดับแห่งเวทนา

เวทะนานิโรธา ตัณหานิโรโธ
- เพราะมีความดับแห่งเวทนา จึงมีความดับแห่งตัณหา

ตัณหานิโรธา อุปาทานะนิโรโธ
- เพราะมีความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน

อุปาทานะนิโรธา ภะวะนิโรโธ
- เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ

ภะวะนิโรธา ชาตินิโรโธ
- เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ

ชาตินิโรธา ชะรามะระณัง
โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสา นิรุชฌันติ
- เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรา มรณะ
โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสะทั้งหลาย จึงดับสิ้น

เอวะเม ตัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ นิโรโธ โหตีติ
- ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้ ดังนี้   

ข้าพเจ้าขอเจริญภาวนาพุทธมนต์บทนี้ด้วยตลอดเวลาด้วยการเจริญภาวนารู้ลมหายใจเข้าออกทุกครั้งไป  พุทธัง สะระณัง  คัจฉามิ ตลอดทุกเวลาทุกอริยาบททุกอารมณ์ของข้าพเจ้าทุกเมื่อเทอญสาธุ  

ข้าพเจ้าขอสวัสดีท่านทัังหลายขอให้ท่านทังหลายทุกท่านจึงมีความสุขกายสบายใจ ความเจ็บไข้ได้ป่วยความยากจนจงลดน้อยถอยลงเถิด อุปสรรคอันตรายทั้งปวงอัปมงคลทั้งปวงความทุกข์ทั้งปวงสิ่งชั่วร้ายทั้งปวงพลังบาปอกุศลกรรมทั้งปวง จงมลายดับสูญสิ้นสลายไปเถิด อายุวรรณะสุขะพละ ความอยู่ดีมีสุข
ความปลื้มปิติยินดี ความภาคภูมิใจตนเอง
ความบันเทิงเริงใจ ผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน บุญกุศลกรรมทั้งปวงทั้งหมดนี้จงมีแต่ท่านเถิด ขอให้ท่านจงรับอนุโมทนาสาธุเองเถิด
ข้าพเจ้าอวยพรชัยและอนุโมทนาให้ท่านแล้ว ด้วยการข้าพเจ้าเป็นผู้เจริญภาวนารู้ลมหายใจเข้าออกทุกครั้งไป  พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ด้วยตลอดทุกเวลาทุกอริยาบททุกสภาวะอารมณ์ของข้าพเจ้าทุกเมื่อเทอญสาธุ
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ

นมัสการแผ่เมตตาให้ตนเอง
           อะหัง สุขิโต โหมิ (ขอให้ข้าพเจ้ามีความสุข)
           อะหัง นิททุกโข โหมิ (ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากความทุกข์)
           อะหัง อะเวโร โหมิ (ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากเวร)
           อะหัง อัพยาปัชโฌ โหมิ (ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากอุปสรรคอันตรายทั้งปวง
           สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ (ขอให้ข้าพเจ้าจงมีความสุขกายสุขใจ รักษากายวาจาใจให้พ้นจากความทุกข์ภัยทั้งปวงเถิด)
นมัสการแผ่เมตตาไปสู่ผู้อื่น
             สัพเพ สัตตา สุขิตา โหนตุ นิททุกขา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ 
             ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จงถึงความสุข ปราศจากความทุกข์ ไม่มีเวร ไม่มีภัย ไม่มีความคับแค้นใจ จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งปวงเถิดฯ
บทแผ่เมตตาทั่วไป
             สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
             อะเวราโหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย
             อัพยาปัชฌาโหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย
             อะนีฆาโหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย
             สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด
   สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งสิ้น
อะเวรา โหนตุ จงเป็นผู้ไม่มีเวรแก่กันและกันเถิด
อัพยาปัชฌา โหนตุ จงเป็นผู้ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน
อะนีฆา โหนตุ จงเป็นผู้ไม่มีทุกข์กาย ทุกข์ใจเถิด
สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ จงเป็นผู้มีสุข พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด    
อิทัง เม มาตาปิตูนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ มาตาปิตะโร 
            ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่มารดา บิดาของข้าพเจ้า ขอให้มารดา บิดาของข้าพเจ้ามีความสุข
            อิทัง เม ญาตีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย 
            ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า ขอให้ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้ามีความสุข
            อิทัง เม คุรูปัชฌายาจริยานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ คุรูปัชฌายาจริยา 
            ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้า ขอให้ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้ามีความสุข
            อิทัง สัพพะเทวะตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพเทวา 
            ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เทวดาทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เทวดาทั้งหลายทั้งปวงมีความสุข
            อิทัง สัพพะเปตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เปตา 
            ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เปรตทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เปรตทั้งหลายทั้งปวงมีความสุข
            อิทัง สัพพะเวรีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพเวรี 
   ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวงมีความสุข
            อิทัง สัพพะสัตตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ สัตตา 
            ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ขอให้สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงมีความสุขทั่วหน้ากันเทอญ

บทกรุณา

สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งสิ้น
สัพพะทุกขา ปะมุจจันตุ จงพ้นจากทุกข์เถิด

บทมุทิตา
สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งสิ้น
มา ลัทธะสัมปัตติโต วิมุจจันตุ จงอย่าไปปราศจากสมบัติอันตนได้แล้วเถิด

บทอุเบกขา
สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ทั้งสิ้น
กัมมัสสะกา เป็นผู้มีกรรมเป็นของของตน
กัมมะทายาทา เป็นผู้รับผลของกรรม
กัมมะโยนิ เป็นผู้มีกรรมเป็นกำเนิด
กัมมะพันธุ เป็นผู้มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์
กัมมะปะฏิสะระณา เป็นผู้มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย
ยัง กัมมัง กะริสสันติ กระทำกรรมอันใดไว้
กัลยาณัง วา ปาปะกัง วา ดีหรือชั่ว
ตัสสะ ทายาทา ภะวิสสันติ จักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น
ข้าพเจ้าเจริญภาวนาขอแผ่แมตตาต่างๆให้กับข้าพเจ้าและ เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายตลอดจนถึงบิดามารดาครูบาอาจารย์ผู้มีพระคุณและสรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง องค์เทพเทวาทั้งหลาย ภูติทั้งหลายทั้งปวงท่านทั้งหลายได้ยินได้ฟังได้รับรู้เห็นแล้วในขณะนี้จากข้าพเจ้าขอให้ท่านทั้งหลายจงอนุโมทนาบุญเองเถิดข้าพเจ้าได้อุทิศส่วนบุญกุศลไปให้แล้วดัวยตลอดเวลา ด้วยการเจริญภาวนารู้ลมหายใจเข้าออกทุกครั้งไป พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ตลอดทุกเวลาทุุกสภาวะอารมณ์ของข้าพเจ้าทุกเมื่อเทอญสาธุ

คำนมัสการพระรัตนตรัย
อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ ฯ (กราบ)
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมัง นะมัสสามิ ฯ (กราบ)
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ ฯ (กราบ)

จบพิธีนมัสการในเวลาระหว่างวัน ตั้งแต่เวลาตีสี่ขื้นไปจนถึงเวลาพักผ่อนนอนหลับควรทำนมัสการอย่างน้อยวันละ1ครั้งขื้น

วันจันทร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2564

กฏแห่งกรรม



กฎแห่งกรรม กฎแห่งการกระทำ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว
กฎแห่งกรรม
          กฎแห่งกรรม คือ กฎที่แสดงให้เห็นถึงเหตุและผลของการกระทำใดๆ ของมนุษย์ กล่าวคือ ใครกระทำกรรมอันใดไว้ ดีหรือชั่วก็ตาม บุคคลผู้กระทำนั้นจักต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้นๆ เสมอ มิได้เกิดจากการดลบันดาลจากอำนาจของพระเจ้าองค์ใด และไม่มีใครมารับผลของกรรมแทนบุคคลอื่นได้

          พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ในพระสูตรหนึ่ง ชื่อว่า ปุพพังคสูตร ปรากฏอยู่ในพระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต ว่า...
          "ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ก่อนที่ดวงอาทิตย์จะส่องสว่างเหนือโลกหล้า ย่อมมีแสงเงินแสงทองจับขึ้นที่ขอบฟ้า เป็นนิมิตเบื้องต้นให้เห็นก่อน ฉันใด ก่อนที่กุศลธรรมทั้งหลายจะบังเกิดขึ้น ย่อมมีสัมมาทิฐิเป็นนิมิตเบื้องต้นให้เห็นก่อน ฉันนั้น"
          กฎแห่งกรรม กฎแห่งการกระทำ เป็นกฎแห่งเหตุและผล เป็นกฎของธรรมชาติ คือ ธรรมฝ่ายใดเกิดขึ้นในใจก็ทำกรรมฝ่ายนั้น เกิดกุศลธรรมก็ประกอบกุศลกรรม เกิดอกุศลธรรมก็ประกอบอกุศลกรรม อย่างนี้เรียกว่า ธรรมชาติ กฎแห่งกรรมเป็นเรื่องราวความเป็นจริงของชีวิต คือ ประกอบเหตุอย่างนี้ต้องไปมีผลอย่างนั้น ประสบผลอย่างนี้เพราะประกอบเหตุมาอย่างนั้น กรรม คือ การกระทำทางกาย ทางวาจา และทางใจ จะดีหรือชั่ว เจตนาหรือไม่ จะน้อยหรือมาก ทุกเพศทุกวัย ล้วนมีผลทั้งสิ้นที่ไม่มีผลไม่มีเลย ผลบางอย่างปรากฏในปัจจุบันทันตาเห็น บางอย่างเห็นผลตอนตายไปแล้ว กฎแห่งกรรมนี้ไร้ความปรานี ไม่มีข้อยกเว้นให้กับใครๆ ไม่จำกัดเชื้อชาติ ภาษา ศาสนาใดก็ตามในโลก จะอยู่บนดิน บนน้ำ บนอากาศ ดวงจันทร์ ดวงดาว ก็หนีกฎแห่งกรรมไม่พ้น แม้แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราในสมัยที่ยังเป็นพระบรมโพธิสัตว์นักสร้างบารมีก็ยังต้องเสวยวิบากกรรม เพราะกรรมติดตามตัวเราไปทุกที่ทุกสถานเหมือนเงาติดตามตัว เมื่อเรายังหนีตัวเราไม่พ้น เราก็หนีกฎแห่งกรรมไม่พ้นเหมือนกัน กฎหมายหรือกฎเกณฑ์อะไรบางอย่างในโลกที่มนุษย์สมมติกันขึ้นมา ยังหลีกเลี่ยงเปลี่ยนแปลงได้ ปีนี้ใช้อย่างนี้ปีหน้าเปลี่ยนไปอีกอย่าง แต่กฎแห่งกรรมไม่เคยเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้น
" ทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว ทำดีได้ชั่วไม่มี ทำชั่ว ได้ดีก็ไม่มี


กฎแห่งกรรม ผู้ทำกรรมดีย่อมได้ผลดี
กฎแห่งกรรม
          กฎแห่งกรรมเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องศึกษาเรียนรู้ ไม่รู้อันตราย ถ้ารู้แล้วเอาตัวรอดปลอดภัยได้ แม้ยังไม่หมดกิเลส แต่ก็จะมีชีวิตอยู่ในสังสารวัฏได้อย่างปลอดภัยไม่พลัดไปสู่อบายภูมิที่มีความทุกข์ทรมานมาก จะท่องเที่ยวสร้างบารมีอยู่เพียงสองภพภูมิ คือ มนุษยโลกกับเทวโลก ซึ่งการศึกษาเรื่องกฎแห่งกรรมอย่างถ่องแท้จะทำให้เราดำเนินชีวิตด้วยการสั่งสมบุญบารมีมากกว่า ส่วนที่จะผิดพลาดน้อย ผิดจะไม่ค่อยมี แต่จะมีอยู่เพียงแค่พลาดพลั้ง เผอเรอ ประมาทเลินเล่อ แม้เวลาตายก็จะตายเป็น พร้อมที่จะตายอย่างถูกหลักวิชชาหลักคำสอนในพระพุทธศาสนา ดังพุทธพจน์ที่ว่า
          " จิตฺเต สงฺกิลิฏฺเฐ ทุคฺคติ ปาฏิกงฺขา จิตฺเต อสงฺกิลิฏฺเฐ สุคติ ปาฏิกงฺขา
           เมื่อจิตเศร้าหมอง ทุคติเป็นอันหวังได้ เมื่อจิตไม่เศร้าหมอง สุคติเป็นอันหวังได้ " *กฎแห่งกรรม ผู้ทำกรรมชั่ว หากช่วงเวลาก่อนตาย
จิตใจเศร้าหมอง ทุคติเป็นที่ไป
          กล่าวโดยสรุป คือ ตัดสินกันช่วงเวลาก่อนตายว่าจิตขณะนั้นผ่องใสหรือหมอง ถ้าจิตผ่องใสเพราะสิ้นระแวงก็ไปสบายไปสู่สุคติโลกสวรรค์ ใจใสขึ้นอยู่กับบุญกุศลที่สั่งสมไว้ แต่ถ้าจิตหมองมัวก็ต้องไปอบาย ใจหมองขึ้นอยู่กับบาปอกุศลที่เคยกระทำไว้ ซึ่งจะต้องศึกษาต่อไปว่า อะไรเป็นบุญกุศล อะไรเป็นบาปอกุศล หากไม่ศึกษาก็จะไม่ทราบว่าควรยึดถือใครเป็นเกณฑ์เป็นต้นแบบในการประกอบบุญกุศล เกณฑ์ของบุญกุศลจะต้องเอาท่านผู้ที่หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ รู้แจ้งเห็นแจ้งแทงตลอดในธรรมทั้งปวง เอาความรู้ความเห็นคำสั่งสอนคำแนะนำของท่านเป็นหลัก เพราะท่านที่หมดกิเลสแล้วทำอะไรไม่หวังผลตอบแทน ไม่มีเรื่องผลประโยชน์ มีแต่คุณประโยชน์ และคุณงามความดีล้วนๆ พอจับหลักได้ก็ทำตามนั้น คือ ทำแต่กุศลกรรม บุญก็เกิด เมื่อบุญเกิดก็ละอกุศลกรรมได้ บุญจะทำหน้าที่กลั่นจิตใจให้ผ่องใส ดังนั้นเราต้องการผลอย่างไรก็ทำเหตุอย่างนั้น เพราะชีวิตหลังความตายไม่มีการทำมาหาเลี้ยงชีพ ชีวิตในปรโลกของสัตวโลกเป็นอยู่ด้วยบุญและบาป ดีและชั่วเท่านั้น ไม่ใช่ตัดสินที่ความรวย หล่อ สวย เก่ง เฮง ไม่ใช่อย่างนั้น
          พระพุทธศาสนาใช้คำเรียก กฎแห่งกรรม ว่า " กรรมนิยาม" คือ ความแน่นอนของกรรม หมายความว่า กรรมที่เกิดจากการตัดสินใจทำลงไปแล้วย่อมให้ผล การเกิดผลของกรรมทั้งดีและชั่ว เรียกว่าวิบาก ซึ่งมีกฎเกณฑ์แน่นอนตายตัว ท่านจึงเรียกกฎเกณฑ์แห่งวิบากกรรมว่า " กฎแห่งกรรม" ดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่า
สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด
มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้เลวและประณีตได้" **
สัมมาทิฐิที่เป็นเบื้องต้นของกุศลธรรมนั้น มี 10 ประการ ได้แก่
          1.ทานที่ให้แล้วมีผล
          2.การสงเคราะห์กันมีผล
          3.การยกย่องบูชาบุคคลที่ควรบูชามีผล
          4.ผลแห่งกรรมดีและกรรมชั่วมีจริง
          5.โลกนี้มี (ที่มา)
          6.โลกหน้ามี (ที่ไป)
          7.คุณของมารดามี
          8.คุณของบิดามี
          9.สัตว์ที่เกิดแบบโอปปาติกะมี
          10.พระอรหันต์ผู้หมดกิเลสแล้วมี



พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสสอนเรื่องสัมมาทิฐิ 10 ประการ
          สัมมาทิฐิทั้ง 10 ประการนี้ โดยเนื้อแท้คือเรื่องของกฎแห่งกรรม ซึ่งการที่พระพุทธองค์ตรัสสอนเรื่องสัมมาทิฐิ 10 ประการนี้ก่อนอย่างอื่น ก็เพราะว่าสัมมาทิฐิทั้ง 10 ประการนี้ เป็นเบื้องต้นของความดีทุกประการของคนเรา การประพฤติกรรมดีหรือชั่ว หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า การกระทำความดีและความชั่วของคนเรานั้น ทำได้ 3 ทาง คือ
          1. ทางกาย (กายกรรม)
          2. ทางวาจา (วจีกรรม)
          3. ทางใจ (มโนกรรม)

ไม่ว่าเราทำอะไรไว้ทั้งกรรมดีและชั่วก็ตาม เราจะต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้นเสมอ จะให้ใครมารับผลกรรมแทนเราไม่ได
เมื่อทำความเข้าใจพื้นฐานตรงนี้แล้ว ความตระหนักในความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเองก็จะเกิดขึ้นตามมา มีผลที่ทำให้ใจของเขาสว่างพอที่จะมองออกต่อไปว่า พระธรรมคำสอนต่างๆที่มีอยู่ในพระพุทธศาสนานี้ แท้จริงทุกคำสอนล้วนเป็นการสอนให้เกิดความเข้าใจถูก ในเรื่องกฎแห่งกรรมดีและกฎกรรมชั่ว ถ้าเราแยกไม่ออกว่าเส้นทางไหน คือ เส้นทางแห่งความดีและความชั่ว เราก็จะมีโอกาสพลาดไปทำความชั่ว แล้วผลทุกข์แห่งความชั่วก็ย่อมตกมาถึงตัวเรา
          เมื่อความเข้าใจของใครก็ตาม ที่มีใจสว่างมาถึงระดับนี้ ความซาบซึ้งในเรื่อง กฎแห่งกรรมของเขาก็จะยิ่งทับทวีแก่กล้าขึ้นไป และจะส่งผลให้ตัดสินใจเลือกทำแต่กรรมดีได้อย่างถูกต้อง เช่น เริ่มตั้งแต่เลือกคิดในเรื่องดีๆ เลือกพูดในเรื่องดีๆ เลือกทำในสิ่งที่ดีๆ เลือกประกอบอาชีพที่ไม่ก่อบาปก่อเวร พากเพียรทำความดีเพิ่มยิ่งขึ้นไป มีสติระมัดระวังตนไม่ให้พลาดพลั้งกลับไปทำความชั่ว และมีสมาธิ(Meditation)ที่แน่วแน่มั่นคงในการทำความดี ไม่หวั่นไหวกับอุปสรรคใดๆ ที่มาขวางกั้นทั้งสิ้น ในที่สุด ความดีที่เขาทำผ่านกาย วาจา ใจ รอบแล้วรอบเล่านี้ ก็ได้กลายเป็นนิสัยดีๆประจำตัวเขาขึ้นมา แล้วก็ทำให้เขาสามารถทำความดีต่างๆให้สูงยิ่งขึ้นไป
          ในทางตรงกันข้าม ถ้าสัมมาทิฐิทั้ง ๑๐ประการนี้ไม่เกิดขึ้น แล้วอะไรจะเกิดขึ้นแทน คำตอบก็คือ ความเห็นผิดเป็นชอบจะเกิดขึ้นแทน เมื่อเห็นผิดเป็นชอบจึงทำความชั่ว เมื่อทำความชั่วบ่อยเข้า นิสัยเลวๆก็เกิด การสั่งสมอาสวะก็เกิด ผลทุกข์ที่เดือดร้อนแสนสาหัสที่ยาวนานก็เกิด และกลายเป็นความทุกข์ที่ไม่สิ้นสุด จนกว่าจะคิดได้ในวันใดวันหนึ่ง วันนั้นจึงจะเริ่มทำความเข้าใจกฎแห่งกรรม แต่ถ้าในยุคนนั้น ไม่มีพระพุทธศาสนามาบังเกิดขึ้น ก็จะต้องทุกข์ต่อไป วันใดเข้าใจในสัมมาทิฐิเบื้องต้น 10 ประการ วันนั้น คือ วันที่จะได้มีโอกาสพ้นทุกข์
          ดังนั้น สัมมาทิฐิเบื้องต้นทั้ง 10 ประการนี้ จึงเป็นเหมือนกับฐานรากของความดีทุกประการในโลกนี้ อุปมาเหมือนการสร้างตึกสูง 100 ชั้น ถ้าฐานรากของตึกไม่แข็งแรงมั่นคง ตึกก็ย่อมต้องพังถล่มลงมาเป็นซากอิฐซากปูน ฉันใด ความดีของคนเราก็เช่นกัน จะพัฒนาสูงขึ้นไปได้เรื่อยๆ ไม่ดีแตกเสียกลางทาง ก็ต่อเมื่อเขามีสัมมาทิฐิเบื้องต้น 10 ประการเป็นฐานรากที่แข็งแรงมั่นคง ฉันนั้น

          ด้วยเหตุที่การศึกษาเรื่องสัมมาทิฐิเบื้องต้น 10 ประการ เป็นเรื่องใหญ่ของมวลมนุษยชาติเช่นนี้ พระพุทธองค์จึงได้ตรัสว่าสัมมาทิฐิเบื้องต้น 10 ประการนี้ เป็นเบื้องต้นของกุศลกรรมทั้งหลายของมนุษย์ เพราะฉะนั้น เพื่อให้เราดำเนินชีวิตในโลกนี้ได้อย่างปลอดภัย เราจึงต้องศึกษาสัมมาทิฐิทั้ง 10 ประการนี้ให้เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้
          เรื่องกฎแห่งกรรม พระองค์ได้ทรงสั่งสอนพุทธบริษัทเป็นหลักสำคัญในพระพุทธศาสนา เพราะหากใครกระทำผิดกฎแห่งกรรมแล้ว จะมีผลต่อการดำเนินชีวิต จะต้องได้รับความทุกข์สิ้นกาลนานทั้งในปัจจุบันและอนาคต หลักกรรมที่พระองค์นำมาสั่งสอนมีปรากฏอยู่หลายแห่งในพระไตรปิฎก แต่ที่จะนำมากล่าวนี้อยู่ใน เวขสาขชาดก*** ความว่า

          " ยานิ กโรติ ปุริโส ตานิ อตฺตนิ ปสฺสติ
          กลฺยาณการี กลฺยาณํ ปาปการี จ ปาปกํ
          ยาทิสํ วปเต พีชํ ตาทิสํ รุหเต ผลํ
          บุคคลทำกรรมใด ย่อมมองเห็นกรรมนั้นในตน
          ผู้ทำกรรมดีย่อมได้ผลดี ผู้ทำกรรมชั่วย่อมได้ผลชั่ว
          บุคคลหวานพืชเช่นใด ผลย่อมงอกขึ้นเช่นนั้น"
กฎแห่งกรรม กรรมที่เกิดจากการตัดสินใจทำลงไปแล้วย่อมให้ผล
ประโยชน์ของการศึกษาเรื่องกฎแห่งกรรม
          การที่เรารู้จักคุณประโยชน์ คุณค่า คุณงามความดีของสิ่งหนึ่งสิ่งใด จะทำให้เราเป็นผู้มีความประพฤติปฏิบัติไปในทางที่ถูกต้อง รู้ทั้งคุณและโทษแล้วเลือกทำแต่คุณความดีอย่างเดียว ในกรณีที่เราศึกษาเรื่องกฎแห่งกรรมย่อมก่อให้เกิดประโยชน์มหาศาล สามารถยกระดับจิตของเราจากปุถุชนสู่ความเป็นพระอริยบุคคลประเภทต่างๆ ซึ่งจะขอยกประโยชน์สำคัญๆ ที่ทำให้ชีวิตอยู่ดีมีสุขในปัจจุบันชาตินี้ ชาติหน้า และชาติต่อๆ ไป ดังนี้
          1. ทุกคนต้องกระตือรือร้นทำแต่กรรมดีตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เพราะการที่เกิดมามีโชคดีในชาตินี้ เนื่องจากกรรมดีในอดีตส่งผล แต่การให้ผลของกรรมดีนั้นมีวันหมดสิ้นไป จึงต้องสร้างกรรมดีเพิ่ม เพื่อมิให้ผลแห่งกรรมดี คือบุญที่สั่งสมอยู่ในใจมาตั้งแต่อดีตต้องขาดช่วง หรือหมดลง ส่วนผู้เกิดมาโชคร้าย ก็อย่าได้ท้อแท้สิ้นหวัง เพราะเมื่อรู้ว่าอะไรคือกรรมดี กรรมชั่วแล้ว ก็ควรขวนขวายทำแต่กรรมดีกระทำอย่างต่อเนื่อง เพราะการทำวันนี้ให้ดีที่สุดก็คือการทำอนาคตให้ดี

          2. ไม่สร้างกรรมชั่วเพิ่มอีก เพราะตระหนักถึงผลร้ายที่จะติดตามมาส่งผลให้แก่ตนเอง เพื่อนร่วมโลก และสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ

          3. ไม่อยู่นิ่งเฉยโดยไม่สร้างกรรมดีอะไรเลย คือ ไม่พึงคิดว่าเราเองก็ไม่ได้ทำความชั่วอะไรเลยฉะนั้นถ้าจะไม่ทำความดีก็ไม่เห็นจะเดือดร้อนอะไร แต่ต้องทำความเข้าใจว่า ลมหายใจเข้าออกของเราทุกวินาทีต้องอาศัยบุญกรรมที่เคยสั่งสมมาในอดีต ถ้าไม่ทำความดีเพิ่ม ความดีเก่าก่อนที่เพียรสั่งสมมาก็จะหมดสิ้นไป และที่สำคัญสังขารร่างกายของเรานับวันจะเสื่อมถอยลงไปทุกวันๆ ฉะนั้นโอกาสที่จะทำกรรมดีก็เหลือน้อยเต็มที

          4. ใช้สรีระร่างกายให้เหมาะสมและคุ้มค่ามากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะไม่ว่าจะเป็นร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง หรือร่างกายพิการ เมื่อศึกษาเรื่องกรรมดี กรรมชั่วอย่างถ่องแท้ แล้วเลือกทำแต่กรรมดี ถึงแม้ร่างกายจะพิการแต่ก็ยังสามารถทำความดีได้อีกมาก ต่างกับคนที่มีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงแต่เอาไปใช้ทำความชั่ว หรือต่างกับร่างกายของสัตว์ดิรัจฉานแม้จะสมบูรณ์แต่ก็ยากที่จะใช้สร้างกรรมดี ทั้งนี้ ทั้งนั้นแล้ว จะต้องควบคุมกาย วาจา และใจของเราให้สูงส่งไม่ตกต่ำไปตามอำนาจกิเลส

          5. มีศรัทธามั่นคงในเรื่องกฎแห่งกรรม ธรรมชาติของคนมีศรัทธาคลอนแคลนจึงสามารถทำได้ทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว จึงจำเป็นต้องศึกษาเรื่องกฎแห่งกรรมให้ถ่องแท้เข้าไปอยู่ในความคิดจิตใจเป็นนิสัยที่ดีติดตัวไป สามารถตอบตนเองได้ว่าสิ่งที่ทำลงไปแล้วจะมีผลกลับมาอย่างไร เมื่อทำกรรมดีจะส่งผลให้มีธรรมคู่โลกฝ่ายดี คือ ความสุขทั้งสุขภาพร่างกายสุขภาพใจ มีความสำเร็จสมปรารถนาทางเศรษฐกิจดี มีฐานะมั่งคั่งร่ำรวยด้วยอาชีพสุจริต มีเกียรติยศชื่อเสียงขจรขจายเป็นที่เคารพยกย่อง ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นกับเราทำให้มีความเป็นอยู่ที่เพรียบพร้อมสนับสนุนการทำความดีให้ยิ่งๆ ขึ้นไป

          6. เราสามารถออกแบบลิขิตชีวิตของเราเองได้ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า สามารถเลือกได้ว่าเราอยากมีความเป็นอยู่ที่สุขสบายมั่งคั่ง หรือความเป็นอยู่ที่ยากแค้นแสนสาหัส เรามักได้ยินคำกล่าวที่ว่า ชีวิตเลือกเกิดไม่ได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วเราสามารถเลือกที่จะทำได้ ถ้าศึกษาเรื่องกฎแห่งกรรมอย่างเข้าใจถ่องแท้ และสามารถจับแง่คิดมุมประเด็นสำคัญของกฎแห่งกรรมได้ นั่นจะทำให้เราสามารถเลือกเกิดได้ด้วยกรรมของตน

          7. สามารถตั้งเป้าหมายชีวิตให้ถูกต้อง เมื่อได้ศึกษาเรื่องกฎแห่งกรรมก็จะพบรากแท้แห่งปัญหาว่าเกิดจากการกระทำของมนุษย์ ซึ่งส่งผลกระทบไปถึงชีวิตความเป็นอยู่ ธุรกิจการงาน สังคม และสิ่งแวดล้อมเมื่อทราบแล้วก็จะพบเห็นทางออกพร้อมวิธีการแก้ไขปัญหา การแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดคือต้องแก้ไขที่ความคิด ต้องตอกย้ำความคิดที่ถูกต้องให้เข้าไปอยู่ในใจให้ได้ว่า เราเกิดมาเพื่อสร้างความดี สร้างบุญสร้างบารมี ซึ่งสามารถตั้งเป้าหมายชีวิตการทำความดีของเราได้ 3 ระดับ คือ
          - เป้าหมายชีวิตระดับต้น อยู่เย็นเป็นสุข สุขกายสบายใจในภพชาติปัจจุบัน
          - เป้าหมายชีวิตระดับกลาง อยู่เย็นเป็นสุขในภพชาติหน้า คือสุคติโลกสวรรค์
          - เป้าหมายชีวิตระดับสูง ยกระดับกาย วาจา และใจของตนเองให้สูงส่งหลุดพ้นจากอำนาจกิเลสอาสวะทั้งปวง ไม่ต้องหวนกลับมาเวียนเกิดเวียนตายอีกต่อไป
จิตเดิมแท้ของมนุษย์ทุกคนนั้นประภัสสรคือสว่างใสงดงาม
          8. สามารถตักเตือนสั่งสอนตนเองและแนะนำผู้อื่นให้ประพฤติดีปฏิบัติชอบ จิตเดิมแท้ของมนุษย์ทุกคนนั้นประภัสสรคือสว่างใสงดงาม ดังนั้นเมื่อได้รับรู้รับฟังสิ่งที่ดีจิตก็ผ่องใส เมื่อมีกำลังใจในการทำความดี ก็อยากจะทำตนเองให้ดีและอยากชักชวนแนะนำบอกกล่าวให้คนอื่นทำตาม นั่นคือการทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตรแนะนำประโยชน์ เป็นมิตรแท้
          9. ไม่ประมาทในการดำเนินชีวิต เห็นโทษภัยแม้เพียงเล็กน้อย ซึ่งเป็นบทสรุปของพระพุทธศาสนาที่ว่าจะทำทาน รักษาศีล หมั่นเจริญสมาธิภาวนา ก็เพื่อให้เกิดปัญญา เพราะปัญญาเปรียบประดุจแสง-สว่างส่องชี้นำทางสัตวโลกให้ดำเนินชีวิตไปในทิศทางที่ถูกต้อง

          10. สร้างภูมิคุ้มกันป้องกันความบกพร่องทางความคิดแบบผิดๆ มนุษย์มักคิดจินตนาการ เรื่องราวไปต่างๆ นานา จริงบ้างไม่จริงบ้างสมมติเอาเองเสียบ้างก็มี ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเข้าใจผิดต่อเรื่องราวความเป็นจริงของโลกและชีวิตที่เป็นกฎธรรมชาติ เช่น ร่างกายของเราต้องแตกสลายไปเป็นธรรมดา ไม่ยั่งยืนยาวนาน แต่บางท่านกลับคิดหายาอายุวัฒนะทำให้มีอายุยืนๆ ทำนองนี้เป็นต้น บ้างก็คิดว่า โลกนี้เที่ยงยั่งยืนไม่มีวันเสื่อมสลายหรือถูกทำลาย และจะเป็นอยู่เช่นนี้ตลอดไป โลกนี้โลกหน้าไม่มี เกิดกันชาติเดียว ทุกสิ่งที่ทำไปก็ไม่มีผลอะไร เพราะชีวิตหลังความตายไม่มี ไม่ต้องเกิดต่อไปแล้ว เหล่านี้เป็นเรื่องอันตรายทำให้เกิดความยึดติดอยู่ในภพไม่คิดออกนอกกรอบคือหลุดพ้นจากวัฏสงสาร

คนไม่มีศาสนาไม่เชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม ควรดำเนินชีวิตอย่างไร
          ปัจจุบันวิทยาศาสตร์เจริญก้าวหน้าอย่างมาก ทำให้เกิดเทคโนโลยีที่ทันสมัยอย่างไม่หยุดยั้ง เป็นผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในสังคมอย่างต่อเนื่อง จากเดิมเป็นสังคมเกษตรกรรม เปลี่ยนมาเป็นยุคอุตสาหกรรม และปัจจุบันกำลังอยู่ในยุคข้อมูลข่าวสาร หรือที่เรียกว่า โลกไร้พรหมแดน ที่ผู้คนสามารถติดต่อสื่อสารถึงกันได้อย่างรวดเร็ว และกว้างขวาง

          เนื่องจากความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงของสังคมที่เกิดขึ้น จึงทำให้มีผลต่อความคิด ความเชื่อของบุคคลในสังคมไปด้วย ในยุคแรกๆ คนส่วนใหญ่เชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็น ที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ อย่างเช่นเทพเจ้า จึงก่อให้เกิดเป็นศาสนาหรือลัทธิเทวนิยมจำนวนมาก และได้สืบทอดความเชื่อเหล่านั้นเรื่อยมาจนกระทั่งถึงยุคปัจจุบัน แต่เมื่อการพิสูจน์การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ก้าวหน้ามากขึ้น ทำให้คนบางส่วนเริ่มมีความเชื่อในเรื่องเหตุผลที่สามารถพิสูจน์ได้มากขึ้น อย่างเช่นในยุคที่ความเชื่อเรื่องเทวนิยมรุ่งเรืองมากๆ มีการเผยแผ่ความเชื่ออย่างกว้างขวางไปทุกมุมโลก ซึ่งในยุคนั้นเริ่มมีนักวิทยาศาสตร์เกิดขึ้น และนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งชื่อกาลิเลโอ ได้ค้นพบทฤษฎีต่างๆ มากมาย ที่ส่งผลกระทบในด้านลบต่อความเชื่อทางศาสนา ในขณะเดียวกับที่นักวิทยาศาสตร์นั้นได้รับการยอมรับนับถือจากผู้คนมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะสามารถนำเรื่องที่คนสงสัยมาพิสูจน์ให้เห็นจริงได้ แต่ในที่สุดก็ถูกคุกคามจากศาสนาความเชื่อนั้น จนเกิดความลำบากในการดำรงชีวิต

          ปัจจุบันความเชื่อเหล่านั้นยังคงดำเนินอยู่ แต่มีการปรับเปลี่ยนไปบ้างให้เหมาะสมกับสภาพการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน แต่ถึงอย่างไรก็ตาม การศึกษาได้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาความคิดของมนุษย์ ปัจจุบันได้มีการทำวิจัยเรื่องการนับถือศาสนาของคนในยุคปัจจุบันในหลายประเทศ พบว่ามีแนวโน้มคนที่จะไม่นับถือศาสนาใดๆ เพิ่มจำนวนมากขึ้น เพราะบางคนมองว่าเป็นเรื่องงมงาย พิสูจน์ไม่ได้ บางคนไม่เห็นประโยชน์จากการมีศาสนา อยากใช้ชีวิตแบบสบายๆ ไม่ต้องมีข้อผูกมัด หรือถูกสร้างกรอบทางความคิดให้กับตน

วันอาทิตย์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2564

นมัสการ

                 บทนมัสการ

            กราบพระ3 ครั้ง
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
คำนมัสการบูชาพระรัตนตรัย
อิมินา สักกาเรนะ ตัง พุทธัง อะภิปูชะยามิอิมินา สักกาเรนะ ตัง ธัมมัง อะภิปูชะยามิอิมินา สักกาเรนะ ตัง สังฆัง อะภิปูชะยามิ
โย โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ,
( พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ไกลจากกิเลส เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เอง )
สวากขาโต เยนะ ภะคะวะตา ธัมโม,
( พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด ตรัสไว้ดีแล้ว )
สุปะฏิปันโน ยัสสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,
( พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ใด ปฏิบัติดีแล้ว )
ตัมมะยัง ภะคะวันตัง สะธัมมัง สะสังฆัง
อิเมหิ สักกาเรหิ ยะถาระหัง อาโรปิเตหิ อะภิปูชะยามะ,
( ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอบูชาอย่างยิ่งซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์
ด้วยเครื่องสักการะทั้งหลายเหล่านี้ อันยกขึ้นไว้ตามสมควรแล้วอย่างไร )
สาธุ โน ภันเต ภะคะวา สุจิระปะรินิพพุโตปิ,
( ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าแม้ปรินิพพานนานแล้ว ทรงสร้างคุณอันสำเร็จประโยชน์ไว้แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย )
ปัจฉิมาชะนะตานุกัมปะมานะสา,
( ทรงมีพระหฤทัยอนุเคราะห์แก่พวกข้าพเจ้า อันเป็นชนรุ่นหลัง )
อิเม สักกาเร ทุคคะตะปัณณาการะภูเต ปะฏิคคัณหาตุ,
( ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงรับเครื่องสักการะ อันเป็นบรรณาธิการของคนยากทั้งหลายเหล่านี้ )
อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ ฯ
( เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย ตลอดกาลนานเทอญ 
ข้าพเจ้าขอบูชาพระรัตนตรัยด้วยตลอดเวลา ด้วยการเจริญภาวนารู้ลมหายใจเข้าออกทุกครั้งไป พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ตลอดทุกเวลาทุกอริยาบททุกสภาวะอารมณ์ของข้าพเจ้าทุกเมื่อ เพื่อเป็นเครื่องสักการะบูชาแด่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เทอญสาธุ

คำนมัสการพระรัตนตรัย

อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ ฯ (กราบ)
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมัง นะมัสสามิ ฯ (กราบ)
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ ฯ (กราบ)
คำนมัสการสรรเสริญพระพุทธเจ้า
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

คำนมัสการขอขมากรรมพระรัตนตรัย

สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ทะวารัตตะเยนะ กะตัง 
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเต 
หากข้าพเจ้า จงใจหรือประมาทพลาดพลั้ง ล่วงเกินบิดา-มารดา ครูบาอาจารย์ พระพุทธ พระธรรม พระอรหันต์ทุกพระองค์ พระอริยสงฆ์เจ้า ตลอดจนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย รวมถึงผู้มีพระคุณ และท่านเจ้ากรรมนายเวร จะด้วยกาย วาจา ใจ 
ขอได้โปรดอโหสิกรรมแก่ข้าพเจ้าด้วย หากข้าพเจ้ามีเจ้าของในตัวติดตามมา ข้าพเจ้าขออนุญาตมีคู่ มีครอบครัวได้เหมือนคนปกติทั่วไป ขอถอนคำอธิษฐาน คำสาบานที่จะติดตามคู่ในอดีตขอให้ต่างฝ่ายต่างเป็นอิสระ ข้าพเจ้าจะประพฤติตนในทางที่ถูก ที่ชอบ ที่ควร ขอบุญบารมีในอดีตกาลที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน จงส่งผลให้ข้าพเจ้าและครอบครัว ตลอดจนบริวารที่เกี่ยวข้อง จงเจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ ลาภ ยศ สรรเสริญ สติปัญญา ปฏิภาณ ธนสารสมบัติ อุปสรรคใด ๆ โรคภัยใด ๆ ขอให้มลายสิ้นไป ขอให้ข้าพเจ้ามีความสว่างทั้งทางโลกและทางธรรม ตั้งแต่บัดนี้จนตราบเข้าสู่นิพพานเทอญ 
ข้าพเจ้าขอถอนคำสัญญา คำสาบาน คำอธิษฐาน ที่ผูกมัดตัวเองและผู้อื่น ขอให้ต่างฝ่ายต่างเป็นอิสระจากสัญญาทั้งปวง (หากข้าพเจ้าหมดอายุแล้ว ข้าพเจ้าขออยู่ต่อเพื่อสร้างบารมี) หากมีผู้ใดเคยสร้างเวรสร้างกรรมกับข้าพเจ้า ไม่ว่าจะชาติใดภพใดก็ตาม ข้าพเจ้ายินดีอโหสิกรรมให้ ขอถอนความอาฆาต ความพยาบาท และคำสาปแช่งในทุกชาติ ทุกภพ ขอให้ข้าพเจ้าพ้นจากคำสาปแช่งของปวงชนของเจ้ากรรม ขอให้พ้นจากนรกภูมิ และพบแสงสว่างทั้งทางโลกและทางธรรมด้วยเทอญสาธุ

คำนมัการขออโหสิกรรม
กายะกัมมัง วะจีกัมมัง มะโนกัมมัง สัญจิจจะกัมมัง
อะสัญจิจจะกัมมัง ขะมันตุ เม อะโหสิกัมมัง ภะวะตุ เม" 
กรรมใดๆ ไม่ว่าจะเป็น กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่ข้าพเจ้าได้ทำล่วงเกินแก่ผู้ใดทั้งโดยตั้งใจก็ดี ไม่ได้ตั้งใจก็ดี ในภพชาติใดก็ตาม ขอให้เจ้ากรรม นายเวรทั้งหลาย จงโปรดยกโทษ ให้เป็นอโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้าอย่าได้ จองเวรจองกรรม ต่อกันอีกเลย แม้แต่กรรมใดที่ใครๆ ทำแก่ข้าพเจ้าก็ตาม ข้าพเจ้าขออโหสิกรรม ให้ทั้งสิ้น …. ยกถวายพระพุทธเจ้า เป็นอภัยทาน ขอจงดลใจให้เขาเหล่านั้น กลับมีเมตตาจิต คิดเป็นมิตรกับข้าพเจ้า เพื่อจะได้ไม่มีเวรกรรมต่อกันตลอดไป 
ด้วยอานิสงส์แห่งอภัยทานนี้ ขอให้ข้าพเจ้า พร้อมทั้งครอบครัว ตลอดจน…วงศาคณาญาติ ผู้มีอุปการคุณ ของข้าพเจ้าพ้นจากความทุกข์ยาก ลำบาก เข็ญใจ ความทุกข์อย่าได้ใกล้ ความเจ็บไข้อย่าได้มี ขอให้มีความสุขสวัสดี มีชัย เสนียดจัญไร และ อุปัทวันตรายทั้งหลาย จงเสื่อมสิ้นหายไป นึกคิดปรารถนาสิ่งใด ที่เป็นไปโดยชอบ ประกอบด้วยธรรม ขอให้สิ่งนั้น จงสำเร็จพลัน เทอญ "นิพพานัง ปัจจะโย โหตุ" ข้าพเจ้า ณ บัดนี้เกิดจิตสำนึกผิดถึงผลกรรมที่ส่งผล แม้ในภพนี้ข้าพเจ้าจะจำไม่ได้ก็ดี ข้าพเจ้าก็ขอขมาต่อโทษของภพใหม่ที่ปิดบังต่อความทุจริตที่มีต่อพวกท่านทั้งหลาย บัดนี้ข้าพเจ้ารู้สึกผิดชอบชั่วดี จึงขอขมาลาโทษต่อพวกท่านทั้งหลาย อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย 
อย่าได้ผูกเวรแก่กันและกันเลย
ขอให้บุญใดๆ ที่เกิดมาจากกาย วาจา ใจ สุจริตทั้งหมดทั้งสิ้นของข้าพเจ้า จงเกิดเป็นบุญที่กาย ที่จิตของท่าน ขอความเป็นผู้หมดสิ้นไปในเวรในกรรม จงมีแก่ท่านและข้าพเจ้า ณ กาลบัดนี้เทอญ..สาธุ

คำนมัสการ อาราธนาศิล
มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ
ทุติยัมปิ มะยังภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ
ตะติยัมปิ มะยังภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ

คำนมัสการสรรเสริญพระพุทธเจ้า
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

นมัสการไตรสรณคมน์
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
คำนมัสการ สมาทานศีล 5
ปาณาติปาตา เวระมณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
อทินนาทานา เวระมณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
กาเมสุมิจฉาจารา เวระมณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
มุสาวาทา เวระมณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
ข้าพเจ้าขอตั้งสัจจะจิตอธิษฐานต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระมหาโพธิสัตว์ทั้งหลาย องค์เทพเทวาทั้งหลาย ต่อแต่นี้ไปข้าพเจ้าจะขอรักษาศีล 5 ให้บริสุทธิ์ดังเดิม 
บัดนี้ข้าพเจ้า... ตั้งใจรักษาศีลแล้ว, บัดนี้ข้าพเจ้า... คือผู้มีศีล,
ข้าพเจ้าผู้มีศีล ละอาย ต่อการทำความชั่ว กลัว ต่อผลของบาปกรรม,
ข้าพเจ้าผู้มีศีล มีหิริโอตตัปปะ, มีกายเป็นมนุษย์ มีใจเป็นเทวดา,
เป็นมนุสสเทโว เข้าถึงความเป็นสหาย กับเหล่าเทวดาทั้งหลาย,
ขอ เทพ พรหม เทวดาทั้งหลาย ผู้เป็นสหายของข้าพเจ้า ร่วมโมทนาบุญ
และ เมตตา ปกป้อง คุ้มครองรักษา ข้าพเจ้า ด้วยเทอญ.........
ข้าพเจ้าเจริญภาวนาขอตั้งจิตอธิษฐานสัจจะว่าข้าพเจัาขอรักษาศิลห้าให้บริบูรณ์ดีครบทุกประการโดยอย่างเคร่งครัดด้วยตลอดเวลา ด้วยการเจริญภาวนาว่ารู้ลมหายใจเข้าออกทุกครั้งไป พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ตลอดทุกอริยาบททุกเวลาทุกสภาวะอารมณ์ของข้าพเจ้าทุกเมื่อเทอญสาธุ
อิมานิ ปัญจะ สิกขาปะทานิ สะมาทิยามิ (กล่าว 3 จบ)
   นั่งทำสมาธิ10นาทีขื้นไป
   ออกจากสมาธิแล้วให้สวดบทนี้👇
            นมัสการแผ่เมตตาให้ตนเอง
           อะหัง สุขิโต โหมิ (ขอให้ข้าพเจ้ามีความสุข)
           อะหัง นิททุกโข โหมิ (ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากความทุกข์)
           อะหัง อะเวโร โหมิ (ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากเวร)
           อะหัง อัพยาปัชโฌ โหมิ (ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากอุปสรรคอันตรายทั้งปวง
           สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ (ขอให้ข้าพเจ้าจงมีความสุขกายสุขใจ รักษากายวาจาใจให้พ้นจากความทุกข์ภัยทั้งปวงเถิด)
นมัสการแผ่เมตตาไปสู่ผู้อื่น
             สัพเพ สัตตา สุขิตา โหนตุ นิททุกขา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ 
             ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จงถึงความสุข ปราศจากความทุกข์ ไม่มีเวร ไม่มีภัย ไม่มีความคับแค้นใจ จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งปวงเถิดฯ
บทแผ่เมตตาทั่วไป
             สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
             อะเวราโหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย
             อัพยาปัชฌาโหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย
             อะนีฆาโหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย
             สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด
   สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งสิ้น
อะเวรา โหนตุ จงเป็นผู้ไม่มีเวรแก่กันและกันเถิด
อัพยาปัชฌา โหนตุ จงเป็นผู้ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน
อะนีฆา โหนตุ จงเป็นผู้ไม่มีทุกข์กาย ทุกข์ใจเถิด
สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ จงเป็นผู้มีสุข พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด    
อิทัง เม มาตาปิตูนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ มาตาปิตะโร 
            ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่มารดา บิดาของข้าพเจ้า ขอให้มารดา บิดาของข้าพเจ้ามีความสุข
            อิทัง เม ญาตีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย 
            ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า ขอให้ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้ามีความสุข
            อิทัง เม คุรูปัชฌายาจริยานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ คุรูปัชฌายาจริยา 
            ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้า ขอให้ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้ามีความสุข
            อิทัง สัพพะเทวะตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพเทวา 
            ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เทวดาทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เทวดาทั้งหลายทั้งปวงมีความสุข
            อิทัง สัพพะเปตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เปตา 
            ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เปรตทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เปรตทั้งหลายทั้งปวงมีความสุข
            อิทัง สัพพะเวรีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพเวรี 
   ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวงมีความสุข
            อิทัง สัพพะสัตตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ สัตตา 
            ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ขอให้สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงมีความสุขทั่วหน้ากันเทอญ

บทกรุณา

สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งสิ้น
สัพพะทุกขา ปะมุจจันตุ จงพ้นจากทุกข์เถิด

บทมุทิตา
สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งสิ้น
มา ลัทธะสัมปัตติโต วิมุจจันตุ จงอย่าไปปราศจากสมบัติอันตนได้แล้วเถิด

บทอุเบกขา
สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ทั้งสิ้น
กัมมัสสะกา เป็นผู้มีกรรมเป็นของของตน
กัมมะทายาทา เป็นผู้รับผลของกรรม
กัมมะโยนิ เป็นผู้มีกรรมเป็นกำเนิด
กัมมะพันธุ เป็นผู้มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์
กัมมะปะฏิสะระณา เป็นผู้มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย
ยัง กัมมัง กะริสสันติ กระทำกรรมอันใดไว้
กัลยาณัง วา ปาปะกัง วา ดีหรือชั่ว
ตัสสะ ทายาทา ภะวิสสันติ จักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น
ข้าพเจ้าเจริญภาวนาขอแผ่แมตตาต่างๆให้กับข้าพเจ้าและ เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายตลอดจนถึงบิดามารดาครูบาอาจารย์ผู้มีพระคุณและสรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง องค์เทพเทวาทั้งหลาย ภูติทั้งหลายทั้งปวงท่านทั้งหลายได้ยินได้ฟังได้รับรู้เห็นแล้วในขณะนี้จากข้าพเจ้าขอให้ท่านทั้งหลายจงอนุโมทนาบุญเองเถิดข้าพเจ้าได้อุทิศส่วนบุญกุศลไปให้แล้วดัวยตลอดเวลา ด้วยการเจริญภาวนารู้ลมหายใจเข้าออกทุกครั้งไป พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ตลอดทุกเวลาทุุกสภาวะอารมณ์ของข้าพเจ้าทุกเมื่อเทอญสาธุ

ข้าพเจ้าขอด้วยการเป็นผู้เจริญภาวนารู้ลมหายใจเข้าออกทุกครั้งไป พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ด้วยตลอดทุกเวลาทุกอริยาบททุกสภาวะอารมณ์ของข้าพเจ้าทุกเมื่อ ด้วยอานุภาพเจริญภาวนามนต์นี้เป็นมนต์อันที่ศักสิทธิ์ไม่มีมนต์อื่นใดเทียบได้ข้าพเจ้าผู้บำเพ็ญเจริญภาวนามนต์นี้ข้าพเจ้าเป็นผู้ขอนมัสการสักการะบูชาด้วยการปฏิบัติบูชาอันสถานเดียวขอบูชา พระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสงฆ์เจ้า พระมหาโพธิสัตว์ องค์เทพเทวาอารักษ์ พลังแห่งความดีทั้งหลายพร้อมน้อมเข้าสู่จิตกายวาจาของข้าพเจ้า 
ข้าพเจ้าเป็นผู้อยู่เหนือพลังบาปอกุศลกรรมทั้งปวง เหนือขันห้า เหนือกิเลสตัณหาราคะอุปาทานทั้งปวง เหนือโลก เหนือกฏแห่งกรรม เหนือโลกธรรมแปด เหนืออายตนะสิบสอง เหนือธรรมทั้งปวง เป็นผู้ขอโทษและให้อภัยต่อผู้อื่นและตนเองตลอดจนเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทุกท่าน
ผู้ตั้งสัจจะอธิษฐานด้วยจิตกายวาจาว่าเป็นผู้ละเว้นขาดจากพลังบาปอกุศลกรรมทั้งหลายทั้งปวงต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระมหาโพธิสัตว์ องค์เทพเทวาอารักษ์ แล้วนะบัดนี้
ข้าพเจ้าเป็นผู้มีศีลอันบริสุทธิ์บริบูรณ์ดีแล้วครบทุกประการ
ผู้เจริญเมตตากรุณามุทิตาอุเบกขา ต่อผู้อื่นและตนเองดีแล้ว
 ผู้ได้ชำระล้างพลังบาปอกุศลกรรมทั้งปวง เอาออกจากจิตกายวาจาอันบริบูรณ์และสะอาดดีแล้วด้วยการปฏิบัติบูชาของข้าพเจัาครบทุกประการ
ผู้มีจิตกายวาจาอันบริสุทธิ์ผุดผ่องอ่อนน้อมถ่อมตนดีแล้วด้วยการปฏิบัติบูชาของข้าพเจ้าครบทุกประการ
ผู้มีจิตจำนงต่อโลกศุทธิไวฑูรย์ อันมีพระไภษัชยคุรุไวทูรยประภาตถาคตเจ้าอันทรงเป็นพระพุทธเจ้านั้นแล้ว
เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ผู้รู้สึกดีหนอ ผู้ปลื้มปิติภูมิใจตนเองหนอ ผู้รู้อันธรรมดาหนอ ผู้รู้สึกสุขกายสบายใจดีหนอ ผู้ปล่อยวางแล้วหนอ ผู้เจริญมรรคแปดดีแล้วหนอ
ผู้เชื่อและปฏิบัติพระธรรมคำสอนพระพุทธเจ้าอันสถานเดียว
ข้าพเจ้าเป็นผู้บำเพ็ญเจริญภาวนามนต์อันศักสิทธิ์นี้ดัวยการเจริญภาวนารู้ลมหายใจเข้าออกทุกครั้งไปพุทธัง สะระณัง คัจฉามิด้วยตลอดทุกเวลาทุกกิริยาบททุกสภาวะอารมณ์ของข้าพเจ้าทุกเมื่อ เทอญสาธุ
อิทังเมธะนัง ทรัพย์ของข้าพเจ้านี้ ได้มาโดยบริสุทธิ์อันชอบธรรม และการนมัสการเจริญภานาของข้าพเจ้ากระทำโดยเจตนาบริอันบริสุทธิ์ใจ ข้าพเจ้าขอบูชาพระพุทธ บูชาพระธรรม บูชาพระสงฆ์ พระมหาโพธิสัตว์ องค์เทพเทวาอารักษ์
ข้าพเจ้ามีจิตระลึกนึกถึงต่อพระนิพพานในโลกพุทธเกษตรศุทธิไวฑูรย์ขอให้ถึงเมืองแก้ว ขอให้คลาดแคล้วบ่วงมารและปราศจากพลังบาปอกุศลกรรมทั้งปวง
ขอให้พบพระนิพพาน ในโลกพุทธเกษตรศุทธิไวฑูรย์อันมีพระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตเจ้า อันทรงเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาลของข้าพเจ้าโน้นเถิด ด้วยตลอดเวลาด้วยการเจริญภาวนารู้ลมหายใจเข้าออกทุกครั้งไป พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ด้วยตลอดทุกเวลาทุกอริยาบททุกอารมณ์ของข้าพเจ้าทุกเมื่อเทอญ สาธุ
คำนมัสการพระรัตนตรัย
อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ ฯ (กราบ)
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมัง นะมัสสามิ ฯ (กราบ)
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ ฯ (กราบ)

      จบพิธีนมัสการใหญ่        

นมัสการใหญ่ควรทำอย่างน้อยเดือนละ1ครั้งขื้นไปยิ่งนมัสการเยอะเท่าไรยิ่งดียิ่งสอาดทั้งกายใจวาจาครับ

_______________________________

บทพิธีนมัสการในเวลาระหว่างวัน ตั้งแต่เวลาตีสี่ขื้นไปจนถึงเวลาพักผ่อนนอนหลับควรทำนมัสการอย่างน้อยวันละ1ครั้งขื้น

ก่อนอื่นกราบพระรัตนตรัย3ครั้ง

คำนมัสการพระรัตนตรัย
อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ ฯ (กราบ)
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมัง นะมัสสามิ ฯ (กราบ)
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ ฯ (กราบ)

คำนมัสการ อาราธนาศิล
มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ
ทุติยัมปิ มะยังภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ
ตะติยัมปิ มะยังภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ
คำนมัสการสรรเสริญพระพุทธเจ้า
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นมัสการไตรสรณคมน์
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
คำนมัสการ สมาทานศีล 5
ปาณาติปาตา เวระมณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
อทินนาทานา เวระมณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
กาเมสุมิจฉาจารา เวระมณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
มุสาวาทา เวระมณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
ข้าพเจ้าขอตั้งสัจจะจิตอธิษฐานต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระมหาโพธิสัตว์ทั้งหลาย องค์เทพเทวาทั้งหลาย ต่อแต่นี้ไปข้าพเจ้าจะขอรักษาศีล 5 ให้บริสุทธิ์ดังเดิม 
บัดนี้ข้าพเจ้า... ตั้งใจรักษาศีลแล้ว, บัดนี้ข้าพเจ้า... คือผู้มีศีล,
ข้าพเจ้าผู้มีศีล ละอาย ต่อการทำความชั่ว กลัว ต่อผลของบาปกรรม,
ข้าพเจ้าผู้มีศีล มีหิริโอตตัปปะ, มีกายเป็นมนุษย์ มีใจเป็นเทวดา,
เป็นมนุสสเทโว เข้าถึงความเป็นสหาย กับเหล่าเทวดาทั้งหลาย,
ขอ เทพ พรหม เทวดาทั้งหลาย ผู้เป็นสหายของข้าพเจ้า ร่วมโมทนาบุญ
และ เมตตา ปกป้อง คุ้มครองรักษา ข้าพเจ้า ด้วยเทอญ.........
ข้าพเจ้าเจริญภาวนาขอตั้งจิตอธิษฐานสัจจะว่าข้าพเจัาขอรักษาศิลห้าให้บริบูรณ์ดีครบทุกประการโดยอย่างเคร่งครัดด้วยตลอดเวลา ด้วยการเจริญภาวนาว่ารู้ลมหายใจเข้าออกทุกครั้งไป พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ตลอดทุกอริยาบททุกเวลาทุกสภาวะอารมณ์ของข้าพเจ้าทุกเมื่อเทอญสาธุ
อิมานิ ปัญจะ สิกขาปะทานิ สะมาทิยามิ (กล่าว 3 จบ)

คำนมัสการขอขมากรรมพระรัตนตรัย
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ทะวารัตตะเยนะ กะตัง 
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเต 
กายะกัมมัง วะจีกัมมัง มะโนกัมมัง สัญจิจจะกัมมัง
อะสัญจิจจะกัมมัง ขะมันตุ เม อะโหสิกัมมัง ภะวะตุ เม
หากข้าพเจ้า จงใจหรือประมาทพลาดพลั้ง ล่วงเกินบิดา-มารดา ครูบาอาจารย์ พระพุทธ พระธรรม พระอรหันต์ทุกพระองค์ พระอริยสงฆ์เจ้า ตลอดจนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย รวมถึงผู้มีพระคุณ และท่านเจ้ากรรมนายเวร จะด้วยกาย วาจา ใจ 
ขอได้โปรดอโหสิกรรมแก่ข้าพเจ้าด้วย หากข้าพเจ้ามีเจ้าของในตัวติดตามมา ข้าพเจ้าขออนุญาตมีคู่ มีครอบครัวได้เหมือนคนปกติทั่วไป ขอถอนคำอธิษฐาน คำสาบานที่จะติดตามคู่ในอดีตขอให้ต่างฝ่ายต่างเป็นอิสระ ข้าพเจ้าจะประพฤติตนในทางที่ถูก ที่ชอบ ที่ควร ขอบุญบารมีในอดีตกาลที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน จงส่งผลให้ข้าพเจ้าและครอบครัว ตลอดจนบริวารที่เกี่ยวข้อง จงเจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ ลาภ ยศ สรรเสริญ สติปัญญา ปฏิภาณ ธนสารสมบัติ อุปสรรคใด ๆ โรคภัยใด ๆ ขอให้มลายสิ้นไป ขอให้ข้าพเจ้ามีความสว่างทั้งทางโลกและทางธรรม ตั้งแต่บัดนี้จนตราบเข้าสู่นิพพานเทอญ 
ข้าพเจ้าขอถอนคำสัญญา คำสาบาน คำอธิษฐาน ที่ผูกมัดตัวเองและผู้อื่น ขอให้ต่างฝ่ายต่างเป็นอิสระจากสัญญาทั้งปวง (หากข้าพเจ้าหมดอายุแล้ว ข้าพเจ้าขออยู่ต่อเพื่อสร้างบารมี) หากมีผู้ใดเคยสร้างเวรสร้างกรรมกับข้าพเจ้า ไม่ว่าจะชาติใดภพใดก็ตาม ข้าพเจ้ายินดีอโหสิกรรมให้ ขอถอนความอาฆาต ความพยาบาท และคำสาปแช่งในทุกชาติ ทุกภพ ขอให้ข้าพเจ้าพ้นจากคำสาปแช่งของปวงชนของเจ้ากรรม ขอให้พ้นจากนรกภูมิ และพบแสงสว่างทั้งทางโลกและทางธรรมด้วยเทอญสาธุ
กรรมใดๆ ไม่ว่าจะเป็น กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่ข้าพเจ้าได้ทำล่วงเกินแก่ผู้ใดทั้งโดยตั้งใจก็ดี ไม่ได้ตั้งใจก็ดี ในภพชาติใดก็ตาม ขอให้เจ้ากรรม นายเวรทั้งหลาย จงโปรดยกโทษ ให้เป็นอโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้าอย่าได้ จองเวรจองกรรม ต่อกันอีกเลย แม้แต่กรรมใดที่ใครๆ ทำแก่ข้าพเจ้าก็ตาม ข้าพเจ้าขออโหสิกรรม ให้ทั้งสิ้น …. ยกถวายพระพุทธเจ้า เป็นอภัยทาน ขอจงดลใจให้เขาเหล่านั้น กลับมีเมตตาจิต คิดเป็นมิตรกับข้าพเจ้า เพื่อจะได้ไม่มีเวรกรรมต่อกันตลอดไป 
ด้วยอานิสงส์แห่งอภัยทานนี้ ขอให้ข้าพเจ้า พร้อมทั้งครอบครัว ตลอดจน…วงศาคณาญาติ ผู้มีอุปการคุณ ของข้าพเจ้าพ้นจากความทุกข์ยาก ลำบาก เข็ญใจ ความทุกข์อย่าได้ใกล้ ความเจ็บไข้อย่าได้มี ขอให้มีความสุขสวัสดี มีชัย เสนียดจัญไร และ อุปัทวันตรายทั้งหลาย จงเสื่อมสิ้นหายไป นึกคิดปรารถนาสิ่งใด ที่เป็นไปโดยชอบ ประกอบด้วยธรรม ขอให้สิ่งนั้น จงสำเร็จพลัน เทอญ "นิพพานัง ปัจจะโย โหตุ" ข้าพเจ้า ณ บัดนี้เกิดจิตสำนึกผิดถึงผลกรรมที่ส่งผล แม้ในภพนี้ข้าพเจ้าจะจำไม่ได้ก็ดี ข้าพเจ้าก็ขอขมาต่อโทษของภพใหม่ที่ปิดบังต่อความทุจริตที่มีต่อพวกท่านทั้งหลาย บัดนี้ข้าพเจ้ารู้สึกผิดชอบชั่วดี จึงขอขมาลาโทษต่อพวกท่านทั้งหลาย อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย 
อย่าได้ผูกเวรแก่กันและกันเลย
ขอให้บุญใดๆ ที่เกิดมาจากกาย วาจา ใจ สุจริตทั้งหมดทั้งสิ้นของข้าพเจ้า จงเกิดเป็นบุญที่กาย ที่จิตของท่าน ขอความเป็นผู้หมดสิ้นไปในเวรในกรรม จงมีแก่ท่านและข้าพเจ้า ณ กาลบัดนี้เทอญ..สาธุ
ด้วยตลอดเวลาด้วยการเจริญภาวนารู้ลมหายใจเข้าออกทุกครั้งไป พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ด้วยตลอดทุกเวลาทุกอริยาบททุกสภาวะอารมภ์ของข้าพเจ้าทุกเมื่อเทอญสาธุ

คำนมัสการสรรเสริญตนเอง
ข้าพเจ้าขอด้วยการเป็นผู้เจริญภาวนารู้ลมหายใจเข้าออกทุกครั้งไป พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ด้วยตลอดทุกเวลาทุกอริยาบททุกสภาวะอารมณ์ของข้าพเจ้าทุกเมื่อ ด้วยอานุภาพเจริญภาวนามนต์นี้เป็นมนต์อันที่ศักสิทธิ์ไม่มีมนต์อื่นใดเทียบได้ข้าพเจ้าผู้บำเพ็ญเจริญภาวนามนต์นี้ข้าพเจ้าเป็นผู้ขอนมัสการสักการะบูชาด้วยการปฏิบัติบูชาอันสถานเดียวขอบูชา พระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสงฆ์เจ้า พระมหาโพธิสัตว์ องค์เทพเทวาอารักษ์ พลังแห่งความดีทั้งหลายพร้อมน้อมเข้าสู่จิตกายวาจาของข้าพเจ้า 
ข้าพเจ้าเป็นผู้อยู่เหนือพลังบาปอกุศลกรรมทั้งปวง เหนือขันห้า เหนือกิเลสตัณหาราคะอุปาทานทั้งปวง เหนือโลก เหนือกฏแห่งกรรม เหนือโลกธรรมแปด เหนืออายตนะสิบสอง เหนือธรรมทั้งปวง ผู้ขอโทษให้อภัยต่อผู้อื่นและตนเองตลอดจนเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทุกท่าน
ผู้ตั้งสัจจะอธิษฐานด้วยจิตกายวาจาว่าเป็นผู้ละเว้นขาดจากพลังบาปอกุศลกรรมทั้งหลายทั้งปวงต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระมหาโพธิสัตว์ องค์เทพเทวาอารักษ์ แล้วนะบัดนี้
ข้าพเจ้าเป็นผู้มีศีลอันบริสุทธิ์บริบูรณ์ดีแล้วครบทุกประการ
ผู้เจริญเมตตากรุณามุทิตาอุเบกขา ต่อผู้อื่นและตนเองดีแล้ว
 ผู้ได้ชำระล้างพลังบาปอกุศลกรรมทั้งปวง เอาออกจากจิตกายวาจาอันบริบูรณ์และสะอาดดีแล้วด้วยการปฏิบัติบูชาของข้าพเจ้าครบทุกประการ
ผู้มีจิตกายวาจาอันบริสุทธิ์ผุดผ่องอ่อนน้อมถ่อมตนดีแล้วด้วยการปฏิบัติบูชาของข้าพเจ้าครบทุกประการ
ผู้มีจิตจำนงต่อโลกศุทธิไวฑูรย์ อันมีพระไภษัชยคุรุไวทูรยประภาตถาคตเจ้าอันทรงเป็นพระพุทธเจ้านั้นแล้ว
เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ผู้รู้สึกดีหนอ ผู้ปลื้มปิติภูมิใจตนเองหนอ ผู้รู้อันธรรมดาหนอ ผู้รู้สึกสุขกายสบายใจดีหนอ ผู้ปล่อยวางแล้วหนอ ผู้เจริญมรรคแปดดีแล้วหนอ
ผู้เชื่อและปฏิบัติพระธรรมคำสอนพระพุทธเจ้าอันสถานเดียว
ข้าพเจ้าเป็นผู้บำเพ็ญเจริญภาวนามนต์อันศักสิทธิ์นี้ดัวยการเจริญภาวนารู้ลมหายใจเข้าออกทุกครั้งไปพุทธัง สะระณัง คัจฉามิด้วยตลอดทุกเวลาทุกกิริยาบททุกสภาวะอารมณ์ของข้าพเจ้าทุกเมื่อ เทอญสาธุ
อิทังเมธะนัง ทรัพย์ของข้าพเจ้านี้ ได้มาโดยบริสุทธิ์อันชอบธรรม และการนมัสการเจริญภานาของข้าพเจ้ากระทำโดยเจตนาบริอันบริสุทธิ์ใจ ข้าพเจ้าขอบูชาพระพุทธ บูชาพระธรรม บูชาพระสงฆ์ พระโพธิสัตว์ องค์เทพเทวาอารักษ์
ข้าพเจ้ามีจิตระลึกนึกถึงต่อพระนิพพานในโลกธาตุพุทธเกษตรศุทธิไวฑูรย์ขอให้ถึงเมืองแก้ว ขอให้คลาดแคล้วบ่วงมารและปราศจากพลังบาปอกุศลกรรมทั้งปวง
ขอให้พบพระนิพพาน ในโลกพุทธเกษตรศุทธิไวฑูรย์อันมีพระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตเจ้า อันทรงเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาลของข้าพเจ้า ด้วยการเจริญภาวนารู้ลมหายใจเข้าออกทุกครั้งไป พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ด้วยตลอดทุกเวลาทุกกิริยาบททุกอารมณ์ของข้าพเจ้าทุกเมื่อเทอญ สาธุ

บทนมัสการชำระล้างขันห้า
ด้วยบทสวด ปฏิจจสมุปบาท

(นำ) หันทะ มะยัง ปะฏิจจะสะมุปปาทะธัมมะปาฐัง ภะณามะ เส ฯ

(รับ) อิธะ ภิกขะเว อะริยะสาวะโก
ปะฏิจจะสะมุปปาทัญเญวะ สาธุกัง โยนิโส มะนะสิกะโรติ
- ภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ย่อมกระทำไว้ในใจ
โดยแยบคายเป็นอย่างดี ซึ่งปฏิจจสมุปบาทนั่นเทียว ดังนี้ว่า

อิมัส๎มิง สะติ อิทัง โหติ
- เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ย่อมมี

อิมัสสุปปาทา อิทัง อุปปัชชะติ
- เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น

อิมัส๎มิง อะสะติ อิทัง นะ โหติ
- เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ย่อมไม่มี

อิมัสสะ นิโรธา อิทัง นิรุชฌะติ
- เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป

ยะทิทัง

- ได้แก่สิ่งเหล่านี้ คือ

อะวิชชาปัจจะยา สังขารา
- เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย

สังขาระปัจจะยา วิญญาณัง
- เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ

วิญญาณะปัจจะยา นามะรูปัง
- เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป

นามะรูปะปัจจะยา สะฬายะตะนัง
- เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ

สะฬายะตะนะปัจจะยา ผัสโส
- เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ

ผัสสะปัจจะยา เวทะนา
- เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา

เวทะนาปัจจะยา ตัณหา
- เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา

ตัณหาปัจจะยา อุปาทานัง
- เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน

อุปาทานะปัจจะยา ภะโว
- เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ

ภะวะปัจจะยา ชาติ
- เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ

ชาติปัจจะยา ชะรามะระณัง
โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสา สัมภะวันติ
- เพราะมีชาติเป็นปัจจัย ชรา มรณะ โสกะปริเทวะทุกขโทมนัส
อุปายาสะทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน

เอวะเมตัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะสะมุทะโย โหติ
- ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้

อะวิชชายะเต๎ววะ อะเสสะวิราคะนิโรธา สังขาระนิโรโธ
- เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือ
แห่งอวิชชานั้นนั่นเทียว จึงมีความดับแห่งสังขาร

สังขาระนิโรธา วิญญาณะนิโรโธ
- เพราะมีความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ

วิญญาณะนิโรธา นามะรูปะนิโรโธ
- เพราะมีความดับแห่งวิญญาณ จึงมีความดับแห่งนามรูป

นามะรูปะนิโรธา สะฬายะตะนะนิโรโธ
- เพราะมีความดับแห่งนามรูป จึงมีความดับแห่งสฬายตนะ

สะฬายะตะนะนิโรธา ผัสสะนิโรโธ
- เพราะมีความดับแห่งสฬายตนะ จึงมีความดับแห่งผัสสะ

ผัสสะนิโรธา เวทะนานิโรโธ
- เพราะมีความดับแห่งผัสสะ จึงมีความดับแห่งเวทนา
เวทะนานิโรธา ตัณหานิโรโธ
- เพราะมีความดับแห่งเวทนา จึงมีความดับแห่งตัณหา

ตัณหานิโรธา อุปาทานะนิโรโธ
- เพราะมีความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน

อุปาทานะนิโรธา ภะวะนิโรโธ
- เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ

ภะวะนิโรธา ชาตินิโรโธ
- เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ

ชาตินิโรธา ชะรามะระณัง
โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสา นิรุชฌันติ

- เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรา มรณะ
โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสะทั้งหลาย จึงดับสิ้น

เอวะเม ตัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ นิโรโธ โหตีติ
- ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้ ดังนี้   

ข้าพเจ้าขอเจริญภาวนาพุทธมนต์บทนี้ด้วยตลอดเวลาด้วยการเจริญภาวนารู้ลมหายใจเข้าออกทุกครั้งไป  พุทธัง สะระณัง  คัจฉามิ ตลอดทุกเวลาทุกอริยาบททุกอารมณ์ของข้าพเจ้าทุกเมื่อเทอญสาธุ  

ข้าพเจ้าขอสวัสดีท่านทัังหลายขอให้ท่านทังหลายทุกท่านจึงมีความสุขกายสบายใจ ความเจ็บไข้ได้ป่วยความยากจนจงลดน้อยถอยลงเถิด อุปสรรคอันตรายทั้งปวงอัปมงคลทั้งปวงความทุกข์ทั้งปวงสิ่งชั่วร้ายทั้งปวงพลังบาปอกุศลกรรมทั้งปวง จงมลายดับสูญสิ้นสลายไปเถิด อายุวรรณะสุขะพละ ความอยู่ดีมีสุข

ความปลื้มปิติยินดี ความภาคภูมิใจตนเอง

ความบันเทิงเริงใจ ผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน บุญกุศลกรรมทั้งปวงทั้งหมดนี้จงมีแต่ท่านเถิด ขอให้ท่านจงรับอนุโมทนาสาธุเองเถิด
ข้าพเจ้าอวยพรชัยและอนุโมทนาให้ท่านแล้ว ด้วยการข้าพเจ้าเป็นผู้เจริญภาวนารู้ลมหายใจเข้าออกทุกครั้งไป  พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ด้วยตลอดทุกเวลาทุกอริยาบททุกสภาวะอารมณ์ของข้าพเจ้าทุกเมื่อเทอญสาธุ
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ

คำนมัสการพระรัตนตรัย
อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ ฯ (กราบ)
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมัง นะมัสสามิ ฯ (กราบ)
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ ฯ (กราบ)

จบพิธีนมัสการในเวลาระหว่างวัน ตั้งแต่เวลาตีสี่ขื้นไปจนถึงเวลาพักผ่อนนอนหลับควรทำนมัสการอย่างน้อยวันละ1ครั้งขื้น

วันเสาร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2564

บทปฏิญาณตนรับไทพุทธัง

พิธีกรรมปฏิญาณตนเข้ารับไทพุทธัง
กราบพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ (3 ครั้ง) แล้วจึงเริ่มต้นกล่าวบทสวดตามปกติ

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
คำนมัสการบูชาพระรัตนตรัย
อิมินา สักกาเรนะ ตัง พุทธัง อะภิปูชะยามิ
อิมินา สักกาเรนะ ตัง ธัมมัง อะภิปูชะยามิ
อิมินา สักกาเรนะ ตัง สังฆัง อะภิปูชะยามิ
โย โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ,
( พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ไกลจากกิเลส เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เอง )
สวากขาโต เยนะ ภะคะวะตา ธัมโม,
( พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด ตรัสไว้ดีแล้ว )
สุปะฏิปันโน ยัสสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,
( พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ใด ปฏิบัติดีแล้ว )
ตัมมะยัง ภะคะวันตัง สะธัมมัง สะสังฆัง
อิเมหิ สักกาเรหิ ยะถาระหัง อาโรปิเตหิ อะภิปูชะยามะ,
( ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอบูชาอย่างยิ่งซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์
ด้วยเครื่องสักการะทั้งหลายเหล่านี้ อันยกขึ้นไว้ตามสมควรแล้วอย่างไร )
สาธุ โน ภันเต ภะคะวา สุจิระปะรินิพพุโตปิ,
( ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าแม้ปรินิพพานนานแล้ว ทรงสร้างคุณอันสำเร็จประโยชน์ไว้แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย )
ปัจฉิมาชะนะตานุกัมปะมานะสา,
( ทรงมีพระหฤทัยอนุเคราะห์แก่พวกข้าพเจ้า อันเป็นชนรุ่นหลัง )
อิเม สักกาเร ทุคคะตะปัณณาการะภูเต ปะฏิคคัณหาตุ,
( ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงรับเครื่องสักการะ อันเป็นบรรณาธิการของคนยากทั้งหลายเหล่านี้ )
อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ ฯ
( เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย ตลอดกาลนานเทอญ 
ข้าพเจ้าขอบูชาพระรัตนตรัยด้วยตลอดเวลา ด้วยการเจริญภาวนารู้ลมหายใจเข้าออกทุกครั้งไป พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ตลอดทุกเวลาทุกสภาวะอารมณ์ของข้าพเจ้าทุกเมื่อ เพื่อเป็นเครื่องสักการะบูชาแด่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เทอญสาธุ

คำนมัสการพระรัตนตรัย
อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ ฯ (กราบ)
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมัง นะมัสสามิ ฯ (กราบ)
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ ฯ (กราบ)
คำนมัสการสรรเสริญพระพุทธเจ้า
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

คำนมัสการขอขมากรรมพระรัตนตรัย

สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ทะวารัตตะเยนะ กะตัง 
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเต 
หากข้าพเจ้า จงใจหรือประมาทพลาดพลั้ง ล่วงเกินบิดา-มารดา ครูบาอาจารย์ พระพุทธ พระธรรม พระอรหันต์ทุกพระองค์ พระอริยสงฆ์เจ้า ตลอดจนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย รวมถึงผู้มีพระคุณ และท่านเจ้ากรรมนายเวร จะด้วยกาย วาจา ใจ 
ขอได้โปรดอโหสิกรรมแก่ข้าพเจ้าด้วย หากข้าพเจ้ามีเจ้าของในตัวติดตามมา ข้าพเจ้าขออนุญาตมีคู่ มีครอบครัวได้เหมือนคนปกติทั่วไป ขอถอนคำอธิษฐาน คำสาบานที่จะติดตามคู่ในอดีตขอให้ต่างฝ่ายต่างเป็นอิสระ ข้าพเจ้าจะประพฤติตนในทางที่ถูก ที่ชอบ ที่ควร ขอบุญบารมีในอดีตกาลที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน จงส่งผลให้ข้าพเจ้าและครอบครัว ตลอดจนบริวารที่เกี่ยวข้อง จงเจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ ลาภ ยศ สรรเสริญ สติปัญญา ปฏิภาณ ธนสารสมบัติ อุปสรรคใด ๆ โรคภัยใด ๆ ขอให้มลายสิ้นไป ขอให้ข้าพเจ้ามีความสว่างทั้งทางโลกและทางธรรม ตั้งแต่บัดนี้จนตราบเข้าสู่นิพพานเทอญ 
ข้าพเจ้าขอถอนคำสัญญา คำสาบาน คำอธิษฐาน ที่ผูกมัดตัวเองและผู้อื่น ขอให้ต่างฝ่ายต่างเป็นอิสระจากสัญญาทั้งปวง (หากข้าพเจ้าหมดอายุแล้ว ข้าพเจ้าขออยู่ต่อเพื่อสร้างบารมี) หากมีผู้ใดเคยสร้างเวรสร้างกรรมกับข้าพเจ้า ไม่ว่าจะชาติใดภพใดก็ตาม ข้าพเจ้ายินดีอโหสิกรรมให้ ขอถอนความอาฆาต ความพยาบาท และคำสาปแช่งในทุกชาติ ทุกภพ ขอให้ข้าพเจ้าพ้นจากคำสาปแช่งของปวงชนของเจ้ากรรม ขอให้พ้นจากนรกภูมิ และพบแสงสว่างทั้งทางโลกและทางธรรมด้วยเทอญสาธุ

คำนมัการขออโหสิกรรม
กายะกัมมัง วะจีกัมมัง มะโนกัมมัง สัญจิจจะกัมมัง
อะสัญจิจจะกัมมัง ขะมันตุ เม อะโหสิกัมมัง ภะวะตุ เม" 

กรรมใดๆ ไม่ว่าจะเป็น กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่ข้าพเจ้าได้ทำล่วงเกินแก่ผู้ใดทั้งโดยตั้งใจก็ดี ไม่ได้ตั้งใจก็ดี ในภพชาติใดก็ตาม ขอให้เจ้ากรรม นายเวรทั้งหลาย จงโปรดยกโทษ ให้เป็นอโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้าอย่าได้ จองเวรจองกรรม ต่อกันอีกเลย แม้แต่กรรมใดที่ใครๆ ทำแก่ข้าพเจ้าก็ตาม ข้าพเจ้าขออโหสิกรรม ให้ทั้งสิ้น …. ยกถวายพระพุทธเจ้า เป็นอภัยทาน ขอจงดลใจให้เขาเหล่านั้น กลับมีเมตตาจิต คิดเป็นมิตรกับข้าพเจ้า เพื่อจะได้ไม่มีเวรกรรมต่อกันตลอดไป 
ด้วยอานิสงส์แห่งอภัยทานนี้ ขอให้ข้าพเจ้า พร้อมทั้งครอบครัว ตลอดจน…วงศาคณาญาติ ผู้มีอุปการคุณ ของข้าพเจ้าพ้นจากความทุกข์ยาก ลำบาก เข็ญใจ ความทุกข์อย่าได้ใกล้ ความเจ็บไข้อย่าได้มี ขอให้มีความสุขสวัสดี มีชัย เสนียดจัญไร และ อุปัทวันตรายทั้งหลาย จงเสื่อมสิ้นหายไป นึกคิดปรารถนาสิ่งใด ที่เป็นไปโดยชอบ ประกอบด้วยธรรม ขอให้สิ่งนั้น จงสำเร็จพลัน เทอญ "นิพพานัง ปัจจะโย โหตุ" ข้าพเจ้า ณ บัดนี้เกิดจิตสำนึกผิดถึงผลกรรมที่ส่งผล แม้ในภพนี้ข้าพเจ้าจะจำไม่ได้ก็ดี ข้าพเจ้าก็ขอขมาต่อโทษของภพใหม่ที่ปิดบังต่อความทุจริตที่มีต่อพวกท่านทั้งหลาย บัดนี้ข้าพเจ้ารู้สึกผิดชอบชั่วดี จึงขอขมาลาโทษต่อพวกท่านทั้งหลาย อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย 
อย่าได้ผูกเวรแก่กันและกันเลย
ขอให้บุญใดๆ ที่เกิดมาจากกาย วาจา ใจ สุจริตทั้งหมดทั้งสิ้นของข้าพเจ้า จงเกิดเป็นบุญที่กาย ที่จิตของท่าน ขอความเป็นผู้หมดสิ้นไปในเวรในกรรม จงมีแก่ท่านและข้าพเจ้า ณ กาลบัดนี้เทอญ..สาธุ
คำนมัสการสรรเสริญพระพุทธเจ้า
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

นมัสการไตรสรณคมน์

พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉา
ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปข้าพเจ้าขอตั้งอธิษฐานจิตกายวาจา ขอปฏิญาณตนว่าข้าพเจ้าขอจงรักภักดีและนมัสการะบูชาอันเป็นสรณะของข้าพเจ้าอันมีต่อพระรัตนตรัย.คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เทอญสาธุ   ข้าพเจ้าขอปฏิญาณตนว่าข้าพเจ้าจะไม่มีธรรมและความเชื่ออื่นใดนอกจากพระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้นเทอญสาธุ   ข้าพเจ้าขอปฏิญาณตนว่าข้าพเจ้าขอเป็น
ไทพุทธังด้วยตลอดชีวิตของข้าพเจ้าเทอญสาธุ  ข้าพเจ้าขอปฏิญาณตนว่าข้าพเจ้าเป็นผู้ของดละเว้นขาดจากการกระทำให้เกิดเป็นพลังบาปอกุศลกรรมทั้งปวงเทอญสาธุ  ข้าพเจ้าขอปฏิญาณตนว่าข้าพเจ้าเป็นผู้ดำรงรักษาศิลของข้าพเจ้าให้บริบูรณ์ดึครบทุกประการด้วยตลอดกาลเทอญสาธุข้าพเจ้าขอปฏิญาณตนว่าข้าพเจ้าขอเป็นผู้เจริญภานารู้ลมหายใจเข้าทุกครั้งไป พุทธัง สะระณัง คัจฉามิด้วยตลอดทุกเวลาทุกอริยาบททุกสภาวะทางอารมณ์ของข้าพเจ้าทุกเมื่อเทอญสาธุ  ข้าพเจ้าขอปฏิญาณตนว่าข้าพเจ้าเป็นผู้ขอนมัสการอย่างน้อยวันละ1ครั้งขื้นไปเทอญสาธุ  ข้าพเจ้าขอปฏิญานตนว่าข้าพเจ้าเป็นผู้มีความเชื่อกฏแแห่งกรรมทุกประการ การกระทำความดีเป็นความดีย่อมจะได้รับผลดี การกระทำความชั่วเป็นความชั่วย่อมจะได้รับผลชั่วนั้นเทอญสาธุ  ข้าพเจ้าขออัญเชิญพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ พระมหาโพธิสัตว์ทุกพระองค์  องค์เทพเทวาอารักษ์ทุกพระองค์  ภูติทั้งปวง อันทรงโปรดรับรู้เห็นเป็นสักขีพยานและร่วมอนุโมทนาบุญกุศลกรรมในการเข้ารับปฏิญาณตนครั้งนี้ของข้าพเจ้าด้วยเทอญสาธุ  ข้าพเจ้าขอตั้งอธิษฐานจิตกายวาจาเป็นผู้ขอรักษาคำปฏิญาณตนของข้าพเจ้าด้วยการเจริญภาวนารู้ลมหายใจเข้าออกทุกครั้งไป พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ด้วยตลอดทุกเวลาทุกอริยาบททุกสภาวะทางอารมณ์ของข้าพเจ้าทุกเมื่อเทอญสาธุ  
พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ พระมหาโพธิสัตว์ทุกองค์ องค์เทพเทวาอารักษ์ทุกพระองค์ ภูติทั้งปวง มนุษย์ทั้งหลายทั้งปวง ตั่งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจงโปรดจำข้าพเจ้าไว้ว่าข้าพเจ้าเป็นชน
ไทพุทธัง   จงเรียกข้าพเจ้าว่า
ไทพุทธังตั้งแต่นะบัดนี้เป็นต้นไปนั้นเทอญสาธุ
คำนมัสการ อาราธนาศิล
มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ
ทุติยัมปิ มะยังภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ
ตะติยัมปิ มะยังภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ

คำนมัสการสรรเสริญพระพุทธเจ้า
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

นมัสการไตรสรณคมน์

พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
คำนมัสการ สมาทานศีล 5
ปาณาติปาตา เวระมณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
อทินนาทานา เวระมณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
กาเมสุมิจฉาจารา เวระมณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
มุสาวาทา เวระมณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
ข้าพเจ้าขอตั้งสัจจะจิตอธิษฐานต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระมหาโพธิสัตว์ทั้งหลาย องค์เทพเทวาทั้งหลาย ต่อแต่นี้ไปข้าพเจ้าจะขอรักษาศีล 5 ให้บริสุทธิ์ดังเดิม 
บัดนี้ข้าพเจ้า... ตั้งใจรักษาศีลแล้ว, บัดนี้ข้าพเจ้า... คือผู้มีศีล,
ข้าพเจ้าผู้มีศีล ละอาย ต่อการทำความชั่ว กลัว ต่อผลของบาปกรรม,
ข้าพเจ้าผู้มีศีล มีหิริโอตตัปปะ, มีกายเป็นมนุษย์ มีใจเป็นเทวดา,
เป็นมนุสสเทโว เข้าถึงความเป็นสหาย กับเหล่าเทวดาทั้งหลาย,
ขอ เทพ พรหม เทวดาทั้งหลาย ผู้เป็นสหายของข้าพเจ้า ร่วมโมทนาบุญ
และ เมตตา ปกป้อง คุ้มครองรักษา ข้าพเจ้า ด้วยเทอญ.........
ข้าพเจ้าเจริญภาวนาขอตั้งจิตอธิษฐานสัจจะว่าข้าพเจัาขอรักษาศิลห้าให้บริบูรณ์ดีครบทุกประการโดยอย่างเคร่งครัดด้วยตลอดเวลา ด้วยการเจริญภาวนาว่ารู้ลมหายใจเข้าออกทุกครั้งไป พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ตลอดทุกเวลาทุกอริยาบททุกสภาวะอารมณ์ของข้าพเจ้าทุกเมื่อเทอญสาธุ
อิมานิ ปัญจะ สิกขาปะทานิ สะมาทิยามิ (กล่าว 3 จบ)

นมัสการงดละเว้นพลังบาปอกุศลกรรมทั้งปวง
ข้าพเจ้าเจริญภาวนาขอตั้งจิตกายวาจาขอสัจจะอธิษฐานว่าข้าพเจ้าของดละเว้นขาดจากการ
กระทำให้เกิดเป็นพลังบาปอกุศลกรรมต่อพระพุทธพระธรรม พระสงฆ์ ข้าพเจ้าขอรักษาสัจจะเป็นผู้ของดละเว้นขาดจากการกระทำให้เกิดเป็นพลังบาปอกุศลกรรมครบทุกประการ ด้วยตลอดเวลา ด้วยการเจริญภาวนารู้ลมหายใจเข้าออกทุกครั้งไป พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ตลอดทุกเวลาทุกอริยาบททุกสภาวะอารมณ์ของข้าพเจ้าทุกเมื่อเทอญสาธุคำนมัสการพระรัตนตรัย
อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ ฯ (กราบ)
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมัง นะมัสสามิ ฯ (กราบ)
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ ฯ (กราบ)
จบพิธีปฏิญาณตนเข้ารับไทพุทธัง




วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2563

กิเลส16

     กิเลส มีความหมายถึง สิ่งหรือเครื่องที่ทำใจให้เศร้าหมอง,  ความชั่วที่แฝงอยู่ในความรู้สึกนึกคิด ทำให้จิตใจขุ่นมัวไม่บริสุทธิ์

        กิเลส จึงมีความหมายครอบคลุมทั้งหมดของสิ่ง(ทั้งรูปธรรมและนามธรรม)ที่ทำให้จิตใจเศร้าหมองหรือขุ่นมัวไม่บริสุทธิ์ทุกชนิด  และมิใช่ครอบคลุมแต่เพียงสิ่งที่ทำให้จิตเศสติร้าหมองในอดีตและปัจจุบันเท่านั้น  แต่ครอบคลุมถึงสิ่งที่จักส่งผลหรือยังให้เกิดขึ้นต่อไปในภายหน้าหรืออนาคตอีกด้วย  ดังเช่น ราคะ ขณะที่กำลังติดเพลินเสพสมอยู่นั้น ก็แลดูเป็นสุขสนุกสนานอยู่ ซึ่งแฝงความเร่าร้อนเผาลนแต่ไม่สังเกตุเห็นเท่านั้น  และย่อมยังให้ภายภาคหน้าเกิดอาการอาการครํ่าครวญ,ถวิลหา,คิดถึงในอาการต่างๆกันไป ซึ่งยังให้เกิดกิเลสหรือจิตขุ่นมัวหรือเศร้าหมองเป็นที่สุด

อ่านรายละเอียดคลิ้กลิ้งนี้คับ

        w.google.com/url?sa=t&source=web&rct=j&url=http://www.nkgen.com/779.htm&ved=2ahUKEwjRjZnugqfsAhWWzTgGHXGVC2gQFjANegQICxAB&usg=AOvVaw3EkIxZa-ZP9xXewV60jErN

วันพุธที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2563

พระสูตรพระไภษัชยคุรุฯ


สืบสานปณิธานพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า เพื่อช่วยเหลือสังคมและเผยแผ่พุทธธรรม 弘揚藥師法 行願利有情
ชมรมบารมีเมตตาธรรม จ.ชลบุรี ก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายน 2551 โดยคณะสาธุชนที่มีจิตศรัทธาร่วมกันบริจาคทรัพย์ เพื่อช่วยเหลือผู้พิการ ผู้ยากไร้ และเผยแผ่พุทธธรรมคำสอน เพื่อบำเพ็ญโพธิสัตวจริยา ตามปณิธานของพระไภษัชยคุรุสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยการนำความศรัทธาภายในจิตใจที่เป็นรูปธรรม มาสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมภายนอกเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา

วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
ไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตปูรวปณิธานสูตร



藥師琉璃光如來本願功德經
ไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตปูรวปณิธานสูตร

พระเสวียนจ้างมหาเถระ(ถังซำจั้ง) ตรีปิฎกธราจารย์ชาวจีน ในสมัยราชวงศ์ถัง ประเทศจีน
แปลจากสันสกฤตพากย์สู่จีนพากย์ ปี ๑๑๙๓
พระวิศวภัทร เซี่ยเกี๊ยก (沙門聖傑) แห่งวัดเทพพุทธาราม (仙佛寺) แปลจากจีนพากย์สู่ไทยพากย์
เมื่อพระพุทธายุกาลล่วงแล้ว ๒๕๔๑ ปี



如是我聞:一時薄伽梵,遊化諸國,至廣嚴城,住樂音樹下。與大比丘眾八千人俱,菩薩摩訶薩三萬六千,及國王、大臣,婆羅門、居士,天龍八部,人非人等,無量大眾,恭敬圍繞,而為說法。
ดั่งที่ข้าพเจ้าได้สดับมา สมัยหนึ่งองค์สมเด็จพระภควันต์ ทรงจาริกไปยังเมืองนครต่างๆ จนถึงมหานครไวศาลี แล้วประทับอยู่ภายใต้ร่มเงาพฤกษา[1] พร้อมด้วยมหาภิกษุ ๘,๐๐๐ รูป พระโพธิสัตว์มหาสัตว์ ๓๖,๐๐๐ องค์ และกษัตริย์ มหาเสวกามาตย์ พราหมณ์ บัณฑิต เทวดา นาค สัตว์ในคติ ๘ มนุษย์และอมนุษย์ทั้งปวง อันเป็นมหาชนที่นับจำนวนมิได้ ต่างห้อมล้อมอยู่ด้วยเคารพ เพื่อสดับการประทานพระธรรมเทศนา
[1] ตามศัพท์ ว่าต้นไม้ชนิดหนึ่งที่เมื่อลมพัด ทำให้ใบกระทบกันมีเสียงไพเราะเหมือนเสียงดนตรี


爾時、曼殊室利法王子,承佛威神,從座而起,偏袒一肩,右膝著地,向薄伽梵,曲躬合掌。白言:「世尊!惟願演說如是相類諸佛名號,及本大願殊勝功德,令諸聞者業障銷除,為欲利樂像法轉時諸有情故」。
ในสมัยนั้น พระมัญชุศรีธรรมราชกุมาร[1]ได้อาศัยพระพุทธานุภาพแล้วลุกขึ้นจากอาสนะ ลดผ้าเฉวียงบ่าลงข้างหนึ่ง[2]และคุกชานุเบื้องขวาลงกับพื้นดิน เฉพาะด้านพระภควันต์ ประณมกรแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระโลกนาถเจ้า ขอพระองค์ประทานพระเทศนาถึงลักษณาการแห่งพระนาม และกุศลแห่งพระมหามูลปณิธานอันวิเศษของพระพุทธเจ้าทั้งปวง ที่จักยังให้ผู้สดับทั้งปวงมีกรรมวิบากปลาสนาการสิ้นไป เพื่อยังสุขประโยชน์แก่สรรพชีวิต ในสมัยที่พระสัทธรรมเสื่อมถอยด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า

爾時、世尊讚曼殊室利童子言:「善哉!善哉!曼殊室利!汝以大悲,勸請我說諸佛名號,本願功德,為拔業障所纏有情,利益安樂像法轉時諸有情故。汝今諦聽!極善思惟!當為汝說」。
ครั้งนั้น พระโลกนาถเจ้า จึงตรัสสรรเสริญพระมัญชุศรีกุมารภูตะว่า สาธุ สาธุ มัญชุศรี ด้วยเธออาศัยมหากรุณาเป็นเหตุ จึงอาราธนาตถาคตให้แสดงพระนามและกุศลแห่งปณิธานของพระพุทธเจ้าทั้งปวง เพื่อถอดถอนกรรมวิบากที่ร้อยรัดหมู่สัตว์ ยังประโยชน์ผาสุกแก่หมู่สัตว์ในสมัยที่พระสัทธรรมเสื่อมถอย เธอพึงได้สดับแลกระทำโยนิโสมนสิการโดยดีเถิด ตถาคตจะกล่าวแก่เธอ

曼殊室利言:「唯然,願說!我等樂聞!」
พระมัญชุศรีกราบทูลว่า ขอพระองค์ตรัสเถิด เหล่าข้าพระองค์ยินดีจักได้สดับฟังยิ่งแล้ว พระพุทธเจ้าข้า

佛告曼殊師利:「東方去此,過十殑伽沙等佛土,有世界名淨琉璃,佛號藥師琉璃光如來、應、正等覺,明行圓滿、善逝、世間解、無上士、調御丈夫、天人師、佛、薄伽梵。」
พระพุทธองค์ ตรัสแก่พระมัญชุศรีว่า นับแต่โลกธาตุแห่งนี้ไปเบื้องบูรพาทิศ ผ่านพุทธเกษตรต่างๆไปจำนวนเท่ากับเม็ดทรายแห่งคงคานที ๑๐ สายรวมกัน[3] ยังมีโลกธาตุแห่งหนึ่งนามว่า ศุทธิไวฑูรย์ มีพระพุทธโลกนาถเจ้าพระนามว่า ไภษัชยคุรุไวฑูรยประภา เป็นผู้เสด็จมาแล้วอย่างนั้น ผู้ไกลจากกิเลสและควรบูชา ผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ ผู้สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ ผู้เสด็จไปดีแล้ว ผู้รู้แจ้งโลก ผู้ยอดเยี่ยมหาผู้อื่นเสมอมิได้ ผู้ฝึกบุรุษที่ควรฝึก ผู้เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ผู้ตื่นแล้วและเป็นที่พึ่งแห่งโลก

「曼殊室利!彼世尊藥師琉璃光如來本行菩薩道時,發十二大願,令諸有情,所求皆得」。
ดูก่อนมัญชุศรี พระโลกนาถเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตพระองค์นั้น เมื่อคราที่บำเพ็ญมูลจริยาในโพธิสัตวมรรคอยู่นั้น ได้ประกาศพระมหาปณิธานอันยิ่งใหญ่ไว้ ๑๒ ประการ ดังนี้...

「第一大願:願我來世,得阿耨多羅三藐三菩提時,自身光明熾然照耀無量無數無邊世界,以三十二大丈夫相,八十隨形莊嚴其身;令一切有情如我無異」。
มหาปณิธานประการที่ ๑ เมื่อกาลที่เรามาอุบัติยังโลกและได้บรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว กายแห่งเราจักรุ่งเรืองโชตนาการสว่างไสว ฉายฉานรัศมีไปยังสรรพโลกธาตุจำนวนประมาณมิได้ นับอสงไขย ไร้ซึ่งขอบเขต พร้อมด้วยทวัตติงสมหาบุรุษลักษณะ ๓๒ ประการ และอสีตยานุพยัญชนลักษณะ ๘๐ ประการที่เป็นอลังการแห่งกายนั้น จักยังสรรพชีวิตทั้งปวงให้เสมอเหมือนดั่งเรามิแตกต่าง

「第二大願:願我來世得菩提時,身如琉璃,內外明徹,淨無瑕穢;光明廣大,功德巍巍,身善安住,燄網莊嚴過於日月;幽冥眾生,悉蒙開曉,隨意所趣,作諸事業」。
มหาปณิธานประการที่ ๒ เมื่อกาลที่เรามาอุบัติยังโลกและได้บรรลุพระโพธิญาณแล้ว กายจงประดุจรัตนไวฑูรย์[4] วิมลใสตลอดทั้งภายในและภายนอก บริสุทธิ์ปราศมลทินแปดเปื้อน มีประภาสรัศมีแผ่ไพศาล กุศลบารมีไพบูลย์ยิ่งใหญ่ มีกายเป็นสุขในเปลวอัคคีที่โชติช่วงอลังการ รุ่งเรืองไปกว่าดวงสุริยันแลจันทรา สรรพสัตว์ในนิรยภูมิที่ได้สัมผัสรัศมีนี้ทั้งสิ้น จักได้ไปอุบัติยังสถานที่ต่างๆตามปรารถนา เพื่อกระทำกิจทั้งปวง

「第三大願:願我來世得菩提時,以無量無邊智慧方便,令諸有情皆得無盡所受用物,莫令眾生,有所乏少」。
มหาปณิธานประการที่ ๓ เมื่อกาลที่เรามาอุบัติยังโลกและได้บรรลุพระโพธิญาณแล้ว ด้วยอุปายโกศลแห่งปัญญาญาณที่ไม่มีประมาณและไร้ขอบเขต จักยังให้บรรดาสรรพชีวิตได้ถึงพร้อมซึ่งเครื่องอุปโภคที่จำเป็นอย่างมิหมดสิ้น จักมิยังให้สรรพสัตว์ต้องขาดแคลน

「第四大願:願我來世得菩提時,若諸有情行邪道者,悉令安住菩提道中;若行聲聞獨覺乘者,皆以大乘而安立之」。
มหาปณิธานประการที่ ๔ เมื่อกาลที่เรามาอุบัติยังโลก และได้บรรลุพระโพธิญาณแล้ว หากสรรพชีวิตทั้งหลายผู้ดำเนินมิจฉามรรคจริยา[5] จักได้ตั้งมั่นในพระโพธิมรรคทั้งหมด หากผู้ดำเนินตามสาวกยาก ปัจเจกยาน ก็จักได้ดำรงมั่นในมหายานทั้งสิ้น

「第五大願:願我來世得菩提時,若有無量無邊有情,於我法中修行梵行,一切皆令得不缺戒、具三聚戒;設有毀犯,聞我名已還得清淨,不墮惡趣!」
มหาปณิธานประการที่ ๕ เมื่อกาลที่เรามาอุบัติยังโลกและได้บรรลุพระโพธิญาณแล้ว หากมีสรรพชีวิตที่หาประมาณจำนวนมิได้ และไร้ซึ่งขอบเขต ผู้ดำรงในธรรมแห่งเรา ได้ประพฤติพรหมจรรย์ อันจริยาทั้งปวงนั้นจักมิต้องล่วงละเมิด จักสมบูรณ์ในตรีวิธานิศีล[6]แม้นว่าได้ล่วงละเมิด เมื่อได้สดับนามแห่งเราแล้วจักกลับสู่วิศุทธิภาวะ มิตกสู่อบายภูมิ

「第六大願:願我來世得菩提時,若諸有情,其身下劣,諸根不具,醜陋、頑愚、盲、聾、瘖、啞、攣躄、背僂、白癩、顛狂、種種病苦;聞我名已,一切皆得端正黠慧,諸根完具,無諸疾苦」。
มหาปณิธานประการที่ ๖ เมื่อกาลที่เรามาอุบัติยังโลกและได้บรรลุพระโพธิญาณแล้ว หากสรรพชีวิตทั้งปวง มีร่างกายต่ำต้อยเลวทราม อินทรีย์ต่างๆ บกพร่อง อัปลักษณ์ โง่เขลา เนตรบอด โสตหนวก โอษฐ์ใบ้ นิ้วมือเท้างอหงิก หลังค่อมโก่งงอ เป็นโรคกุษฐัง[7] สติวิปลาสมิสมประดี อีกทั้งมีโรคาพาธนานารุมเร้าเสียดแทงอยู่ เมื่อได้สดับนามแห่งเราแล้ว สรรพสิ่งทั้งปวงจักบรรลุถึงความสิริลักษณ์งดงาม มากด้วยสติปัญญาเฉลียวฉลาด อินทรีย์ทั้งปวงจักสมบูรณ์พร้อม และไร้โรคภัย

「第七大願:願我來世得菩提時,若諸有情眾病逼切,無救無歸,無醫無藥,無親無家,貧窮多苦;我之名號一經其耳,眾病悉除,身心安樂,家屬資具悉皆豐足,乃至證得無上菩提」。
มหาปณิธานประการที่ ๗ เมื่อกาลที่เรามาอุบัติยังโลกและได้บรรลุพระโพธิญาณแล้ว หากสรรพชีวิตทั้งปวงเป็นผู้ถูกโรคาพาธเสียดแทงอยู่ ไร้ผู้อนุเคราะห์ ไร้ผู้ชี้แนะ ปราศจากการรักษา ปราศจากโอสถ ไร้ญาติมิตร ไร้ที่พักพิง มีความอัตคัตยากจนได้รับทุกข์ทรมานเป็นที่ยิ่ง ผิว่านามแห่งเราจักไปให้สดับยังโสตเพียงครั้ง[8] สรรพโรคาทุกข์ทั้งปวงจะมลายสิ้น กายแลจิตผาสุก ครอบครัวพงษ์ษาจักมั่งคั่งด้วยทรัพย์ศฤงคาร ตราบไปจนได้บรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิ[9]

「第八大願:願我來世得菩提時,若有女人為女百惡之所逼惱,極生厭離,願捨女身;聞我名已,一切皆得轉女成男,具丈夫相,乃至證得無上菩提」。
มหาปณิธานประการที่ ๘ เมื่อกาลที่เรามาอุบัติยังโลกและได้บรรลุพระโพธิญาณแล้ว หากมีสตรีได้รับทุกขเวทนาของความเป็นหญิงนับร้อยประการ บังเกิดความเบื่อหน่ายเป็นที่สุด ปรารถนาจักสละทิ้งซึ่งกายแห่งสตรี เมื่อได้สดับนามแห่งเราแล้ว สรรพสิ่งทั้งปวงจักแปรเปลี่ยนจากสตรีสู่บุรุษ สมบูรณ์ในบุรุษลักษณะที่องอาจ ตราบไปจนได้บรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิ

「第九大願:願我來世得菩提時,令諸有情出魔罥網,解脫一切外道纏縛;若墮種種惡見稠林,皆當引攝置於正見,漸令修習諸菩薩行,速證無上正等菩提!」。
มหาปณิธานประการที่ ๙ เมื่อกาลที่เรามาอุบัติยังโลกและได้บรรลุพระโพธิญาณแล้ว เราจักยังให้บรรดาสรรพชีวิตได้ออกจากมารชาละ[10]หลุดพ้นจากการผูกมัดทั้งปวงของพาหิรมาร หากตกสู่ป่าชัฏแห่งอบายทิฐิ[11] จักชักนำให้ตั้งอยู่บนสัมมาทิฐิ ค่อยๆ บำเพ็ญเพียรโพธิสัตวมรรคทั้งปวง จนได้บรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิอย่างรวดเร็ว


[1] พระนามพระมหาโพธิสัตว์ผู้เลิศในทางปัญญาญาณ และเป็นคุรุ(ปัญญา)แห่งพระพุทธเจ้าทั้งปวง
[2] ผ้าเฉวียงบ่าขวา การนำผ้าลดลงจากบ่าขวา เป็นการแสดงความเคารพอย่างสูงสุดแบบหนึ่ง
[3] เปรียบเม็ดทราย ๑ เม็ด คือโลกธาตุที่มีพระพุทธเจ้าประทับอยู่ภายใน ๑ แห่ง เม็ดทรายในคงคานที ๑๐ แห่ง จึงหมายความว่าต้องคำนวณเม็ดทรายในแม่น้ำคงคา ๑ แห่ง แล้วคูณ ๑๐ จึงจะทราบระยะห่างระหว่างสหาโลกธาตุแห่งนี้ กับศุทธิไวฑูรย์โลกธาตุ
[4] รัตนชาติ ชนิดหนึ่ง มีสีน้ำเงินใส บ้างก็เรียก ไพฑูรย์
[5] หนทางแห่งความชั่ว หนทางแห่งความเสื่อม หนทางที่นำไปสู่อบาย หนทางที่ไม่ถูกต้อง
[6] คือศีล ๓ ประเภท มี ๑)สํวรศีล ศีลคือการสำรวมระวัง ๒)กุศล ธรฺม สํคฺราหก ศีล ศีลที่ประพฤติเพื่อสงเคราะห์แก่กุศลธรรม ๓)สตฺตฺวารฺถ กฺริยา ศีล ศีลที่ประพฤติเพื่อประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลาย
[7] โรคเรื้อน
[8] ความหมายคือ หากผู้ที่เป็นทุกข์ได้มีโอกาสสดับพระนามของพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า เพียงครั้งเดียว ก็จักได้รับอานิสงค์ตามมหาปณิธานประการนี้
[9] ความหมายคือ อานิสงค์แห่งการได้สดับพระพุทธนามนี้ จะส่งผลแก่บุคคลนั้นไปตลอดนานแสนนาน จนกระทั่งบุคคลนั้นได้บรรลุพระโพธิญาณ
[10] มารชาละ คือ ข่ายแหของมาร ที่คอยจับสรรพสัตว์ให้มัวเมา ลุ่มหลงให้ติดอยู่ในห้วงวัฏฏสงสารจนมิอาจหลุดเป็นอิสระได้
[11] ประโยคนี้เปรียบเทียบ อบายทิฐิ คือความเห็นชั่ว หรือมิจฉาทิฐิ คือความเห็นผิด ว่าประดุจป่าไม้ที่รกคลึ้ม มากด้วยอันตรายจากสัตว์ร้าย(คือภัยแห่งวัฏฏสงสาร คือโลกธรรม ความโศกเศร้า พลัดพราก ฯลฯ) ไร้แสงสว่างจากดวงอาทิตย์ (คือแสงแห่งปัญญา)สาดส่องมาถึง จึงทำให้มืดมน ยังให้สรรพสัตว์หลงทาง(ลุ่มหลง โง่เขลา) มิอาจหลุดจากป่าไม้(แห่งการเวียนว่ายตายเกิดและอวิชชา)ได้


「第十大願:願我來世得菩提時,若諸有情王法所加,縛錄鞭撻,繫閉牢獄,或當刑戮,及餘無量災難凌辱,悲愁煎逼,身心受苦;若聞我名,以我福德威神力故,皆得解脫一切憂苦!」
มหาปณิธานประการที่ ๑๐ เมื่อกาลที่เรามาอุบัติยังโลกและได้บรรลุพระโพธิญาณแล้ว หากบรรดาสรรพชีวิตต้องราชอาญา ถูกตราตรึงพันธนา กักขังจองจำ ฤๅต้องอาญาประหารชีวิต และถูกภยันตรายประการอื่นๆจำนวนประมาณมิได้เบียดเบียน ให้โทมนัสเวทนาอย่างที่สุด กายแลใจได้รับทุกข์ทรมาน หากได้สดับนามแห่งเราแล้วไซร้ ด้วยเหตุแห่งเดชบุญญาธิการของเรา จักยังให้หลุดพ้นจากทุกข์ทรมานทั้งปวง

「第十一大願:願我來世得菩提時,若諸有情饑渴所惱,為求食故造諸惡業;得聞我名,專念受持,我當先以上妙飲食飽足其身,後以法味畢竟安樂而建立之」。
มหาปณิธานประการที่ ๑๑ เมื่อกาลที่เรามาอุบัติยังโลกและได้บรรลุพระโพธิญาณแล้ว หากเหล่าสรรพชีวิตทรมานด้วยหิวกระหาย เหตุที่ต้องการอาหารจึงกระทำความชั่วทั้งปวง เมื่อได้สดับนามแห่งเราแล้วน้อมรับปฏิบัติด้วยความตั้งมั่น เราจักยังกายนั้นให้อิ่มเอมในอาหารและเครื่องดื่มอันประณีต[1]ก่อนในคราแรก แล้วจึงยังให้ตั้งอยู่ในธรรมรสอันเป็นบรมสุขในภายหลัง

「第十二大願:願我來世得菩提時,若諸有情貧無衣服,蚊虻寒熱,晝夜逼惱;若聞我名,專念受持,如其所好即得種種上妙衣服,亦得一切寶莊嚴具,華鬘、塗香,鼓樂眾伎,隨心所翫,皆令滿足」。
มหาปณิธานประการที่ ๑๒ เมื่อกาลที่เรามาอุบัติยังโลกและได้บรรลุพระโพธิญาณแล้ว หากสรรพชีวิตยากไร้ ปราศจากอาภรณ์ ได้รับทุกข์จากแมลง ยุง และความหนาวร้อนตลอดทิวาราตรี เมื่อได้สดับนามแห่งเรา แล้วน้อมรับปฏิบัติตั้งมั่นด้วยดีแล้วไซร้ ย่อมจักได้รับวัตถาภรณ์แพรพรรณชั้นเลิศนานาประการ รัตนมณีที่อลังการทั้งปวง มาลา เครื่องทาหอม เครื่องดนตรีทั้งมวล จักสำเร็จดั่งมโนจินต์อย่างบริบูรณ์

「曼殊室利!是為彼世尊藥師琉璃光如來、應、正等覺行菩薩道時,所發十二微妙上願」。
ดูก่อนมัญชุศรี พระโลกนาถเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคต ผู้เป็นพระอรหันต์และพระสัมมาสัมพุทธะพระองค์นั้น เมื่อสมัยที่ทรงบำเพ็ญโพธิสัตวมรรค ได้กระทำสัจจกิริยาประกาศมหาปณิธานอันประเสริฐไว้ ๑๒ ประการ ดั่งนี้

「復次、曼殊室利!彼世尊藥師琉璃光如來行菩薩道時,所發大願,及彼佛土功德莊嚴,我若一劫、若一劫餘,說不能盡。然彼佛土,一向清淨,無有女人,亦無惡趣,及苦音聲;琉璃為地,金繩界道,城、闕、宮、閣,軒、窗、羅網,皆七寶成;亦如西方極樂世界,功德莊嚴,等無差別。於其國中,有二菩薩摩訶薩:一名日光遍照,二名月光遍照。是彼無量無數菩薩眾之上首,次補佛處,悉能持彼世尊藥師琉璃光如來正法寶藏。是故曼殊室利!諸有信心善男子、善女人,應當願生彼佛世界」。
มัญชุศรี อันมหาปณิธานที่พระโลกนาถเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตพระองค์นั้น ได้ทรงประกาศไว้ เมื่อครั้งทรงบำเพ็ญโพธิสัตวมรรค และคุณาลังการแห่งพุทธเกษตรที่ีนั้น หากตถาคตจะกล่าวแสดงจนสิ้นกัลป์หนึ่ง หรือจนสิ้นกัลป์อื่นๆก็มิอาจกล่าวได้สิ้นเลย ก็พุทธเกษตรแห่งนั้นวิมลใสหมดจดยิ่งนัก ปราศจากสตรีเพศ[2] ทั้งปราศจากอบายภูมิ และเสียงแห่งความทุกข์ มีรัตนไวฑูรย์เป็นพื้นปฐพี สายทองก็ระย้าอยู่ทั่วโลกธาตุ อันธานี ปราสาท มณเฑียร หอ ราชรถ ช่องบัญชร ชาลมาลาล้วนสำเร็จด้วยสัปตรัตนะ[3]มีคุณาลังการ ประดุจสุขาวดีโลกธาตุ เบื้องประจิมทิศมิต่างกันเลย ก็ในโลกธาตุนั้น มีโพธิสัตว์มหาสัตว์ ๒ องค์คือ สุรยประภา๑ จันทรประภา๑ เป็นผู้นำคณะโพธิสัตว์จำนวนอนันตะและอสงไขย[4] ซึ่งล้วนแต่เป็นเอกชาติปฏิพันธ์โพธิสัตว์[5] ล้วนสามารถธำรงพระสัทธรรมปิฎกอันวิเศษของพระโลกนาถเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตได้



ด้วยแห่งฉะนี้ มัญชุศรี กุลบุตร กุลธิดาผู้มีจิตศรัทธาทั้งหลาย พึงตั้งปณิธานปรารถนาไปอุบัติยังพุทธโลกธาตุแห่งนั้นเถิด

爾時、世尊,復告曼殊室利童子言:「曼殊室利!有諸眾生,不識善惡,惟懷貪吝,不知布施及施果報,愚癡無智,闕於信根,多聚財寶,勤加守護。見乞者來,其心不喜,設不獲已而行施時,如割身肉,深生痛惜。
ครั้งนั้น พระศากยมุนีโลกนาถเจ้า ทรงมีพุทธบรรหารต่อพระมัญชุศรีกุมารภูตะว่า ดูก่อนมัญชุศรี มีเหล่าสรรพสัตว์ที่มิเชื่อถือในสิ่งกุศลและอกุศล ในจิตมีแต่ความละโมบโลภมาก มิรู้จักการบริจาคทานและผลแห่งทาน โมหะลุ่มหลงไร้สติปัญญา มีอินทรีย์คือศรัทธาที่บกพร่อง สั่งสมธนสารสมบัติไว้มากมาย ทั้งปกป้องหวงแหนไว้ เมื่อคราได้ผู้ขอในจิตก็มิยินดี แม้นตนมิยอมรับและบริจาคทานแล้ว ยังดุจว่าตนได้ถูกชำแหละมังสาออกไป มีความตระหนี่ถี่เหนียวยิ่งนัก

復有無量慳貪有情,積集資財,於其自身尚不受用,何況能與父母、妻子、奴婢作使,及來乞者?彼諸有情,從此命終生餓鬼界,或傍生趣。由昔人間曾得暫聞藥師琉璃光如來名故,今在惡趣,暫得憶念彼如來名,即於念時從彼處沒,還生人中;得宿命念,畏惡趣苦,不樂欲樂,好行惠施,讚歎施者,一切所有悉無貪惜,漸次尚能以頭目手足血肉身分施來求者,況餘財物?」
อีกยังมีหมู่สัตว์ที่ละโมบมิสิ้นสุด สั่งสมทรัพย์ศฤงคารไว้มากมาย จนแม้นสำหรับตนเองก็มิอาจนำมาใช้ได้ แล้วจักประสาใดกับการให้บิดามารดา ภริยาบุตร ทาสทาสีแห่งตนและผู้ขออื่นๆอีกเล่า หมู่สัตว์เหล่านั้น เมื่อชีพสังขารแตกดับจากชาตินี้แล้วย่อมไปกำเนิดยังโลกแห่งเปรต ฤๅเดรัจฉานภูมิ เหตุที่เมื่อคราเป็นมนุษย์ หากเคยสดับพระนามพระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตเจ้าแม้เพียงชั่วขณะ เมื่อขณะที่อยู่ในอบายภูมิ จะระลึกจดจำพระนามของพระตถาคตเจ้านั้นได้อีกครั้ง ก็เมื่อคราที่ระลึกถึงอยู่นั้นแลย่อมจักได้พ้นจากที่แห่งนั้นทันที แล้วหวนมากำเนิดยังมนุษยภูมิ เป็นผู้มีปุพเพนิวาสานุสติญาณ [6]หวั่นเกรงทุกข์แห่งอบายภูมิยิ่งนัก มิยินดีในกามสุข จักเป็นผู้เผื่อแผ่บริจาคทานด้วยความอ่อนน้อม สดุดีโมทนาแก่ผู้บริจาคทานอื่น สรรพสิ่งบรรดามีทั้งปวงจักมิตระหนี่หวงแหน จนค่อยๆ สามารถนำศีรเศียร นัยเนตร หัตถา บาทา โลหิต มังสาในกายตนแบ่งออกเป็นทานแก่ผู้ขอได้ แล้วจักประสาใดกับทรัพย์อื่นอีกเล่า

[1] ตามศัพท์ อันประณีต อาจแปลว่า อันเป็นทิพย์ ก็ได้
[2] ในข้อนี้ มีนัยยะถึงความเสมอภาค มิได้แบ่งแยกว่าเป็นหญิง หรือเป็นชาย มิได้เป็นข้อความเหยียดหยามเพศหญิงประการใด
[3] อัญมณี ๗ ชนิด มี ทอง เงิน ไพฑูรย์ ผลึก บุษราคัม มรกต ทับทิม
[4] อนันตะ คือประมาณกะเกณฑ์ไม่ได้ อสงไขย คือ สังขยาชนิดหนึ่ง คือจำนวนนับที่แสดงให้รู้ว่ามากมายมหาศาลนับไม่ได้ ,นับไม่ได้ถ้วน
[5] คือ พระมหาโพธิสัตว์ที่เกี่ยวข้องกับการเกิด เพื่อสั่งสมบารมีอีกชาติเดียว ก็จักได้สำเร็จพระพุทธภูมิในทันที เช่น พระเมตไตรยโพธิสัตว์เป็นต้น
[6] ญาณระลึกชาติหนหลังได้ , หนึ่งในอภิญญา ๖ ของพระพุทธศาสนา มี ๑)อิทธิวิธี แสดงฤทธิ์ได้ ๒)ทิพยจักษุ ตาทิพย์ ๓)ทิพยโสต หูทิพย์ ๔)เจโตปริยญาณ ญาณที่กำหนดรู้ใจผู้อื่นได้ ๕) บุพเพนิวาสานุสสติญาณ การระลึกชาติได้ และ ๖)อาสวักขยญาณ ญาณที่ทำให้สิ้นอาสวะ (ข้อ ๖ นี้มีเฉพาะพระอริยบุคคลในพระพุทธศาสนา) ห้าข้อแรกเป็นโลกียอภิญญา ข้อท้ายเป็นโลกุตตระ


「復次、曼殊室利!若諸有情,雖於如來受諸學處,而破尸羅;有雖不破尸羅而破軌則;有於尸羅、軌則,雖則不壞,然毀正見;有雖不毀正見而棄多聞,於佛所說契經深義不能解了;有雖多聞而增上慢,由增上慢覆蔽心故,自是非他,嫌謗正法,為魔伴黨。如是愚人,自行邪見,復令無量俱胝有情,墮大險坑。
ดูก่อนมัญชุศรี หากหมู่สัตว์ทั้งหลาย แม้ได้สมาทานสิกขาบททั้งปวงจากพระตถาคตเจ้า แล้วได้ละเมิดศีล ฤๅมิได้ละเมิดศีล แต่ล่วงข้อบัญญัติสำคัญ อันศีลและบัญญัตินั้นแล แม้มิได้ล่วงก็ดี แต่กลับเสื่อมจากสัมมาทิฐิ ฤๅแม้มิได้เสื่อมจากสัมมาทิฐิแต่ยังเป็นผู้ละเลยการสดับ ในบรรดาอรรถะที่ลึกซึ้งของพระพุทธวจนะ พระสูตรคัมภีร์ก็มิอาจเข้าใจ ฤๅหากเป็นผู้พหูสูตคือเป็นผู้สดับมากก็ยิ่งด้วยมานะ[1] ด้วยเหตุที่มานะปิดกั้นจิตไว้ ตนจึงเป็นผู้ทำลายพระสัทธรรมเองหาใช่ผู้อื่นไม่ เพราะมีมารเป็นสหาย[2] อันโมหบุรุษนี้แล เพราะตนเองดำเนินในมิจฉาทิฐิ แล้วยังให้หมู่สัตว์อื่นจำนวนอนันตโกฏิ[3]หาประมาณมิได้ ได้ตกสู่หลุมมหาภัย[4]ด้วย

此諸有情,應於地獄、傍生、鬼趣流轉無窮。若得聞此藥師琉璃光如來名號,便捨惡行,修諸善法,不墮惡趣;設有不能捨諸惡行、修行善法,墮惡趣者,以彼如來本願威力令其現前,暫聞名號,從彼命終還生人趣,得正見精進,善調意樂,便能捨家趣於非家,如來法中,受持學處無有毀犯,正見多聞,解甚深義,離增上慢,不謗正法,不為魔伴,漸次修行諸菩薩行,速得圓滿」。
ก็หมู่สัตว์ทั้งหลายนี้ สมควรเวียนว่ายในห้วงนรก เดรัจฉาน เปรตมิสิ้นสุด หากได้สดับพระนามพระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตเจ้านี้ จักยังให้ละทิ้งจริยาชั่วนั้นได้ แล้วบำเพ็ญกุศลธรรมทั้งปวง มิต้องตกสู่อบายภูมิ หากมีผู้มิอาจละทิ้งจริยาที่หยาบช้าต่างๆ แล้วมาบำเพ็ญกุศลธรรมได้ ย่อมตกสู่อบายภูมิ แต่ด้วยพลานุภาพแห่งมูลปณิธานของพระตถาคตเจ้าพระองค์นั้น จักมาสำแดงยังเบื้องหน้าผู้นั้น ยังให้ได้สดับพระนามเพียงชั่วครู่ เมื่อสิ้นอายุขัยในภูมินั้นแล้ว จึงกลับมากำเนิดในมนุษยภูมิอีก จักเป็นผู้มีสัมมาทิฐิ วิริยแกล้วกล้า มีจิตใจเกษมศานติอ่อนโยน แม้นสามารถสละเรือนเป็นผู้ไม่ข้องด้วยเรือน[5] ดำรงในธรรมแห่งตถาคต จักสมาทานและดำรงสิกขาบทอย่างมิด่างพร้อย เป็นผู้มีสัมมาทิฐิ พหูสูต รู้แจ้งจำแนกคัมภีรอรรถที่ลึกซึ้ง ห่างไกลจากอติมานะ มิทำลายพระสัทธรรม มิสมาคมมารเป็นสหาย แล้วจึงค่อยประพฤติโพธิสัตวจริยาต่างๆ จนสำเร็จบริบูรณ์ได้อย่างรวดเร็ว

「復次、曼殊室利!若諸有情慳貪、嫉妒,自讚毀他,當墮三惡趣中,無量千歲受諸劇苦!受劇苦已,從彼命終,來生人間,作牛、馬、駝、驢,恆被鞭撻,饑渴逼惱,又常負重隨路而行。或得為人,生居下賤,作人奴婢,受他驅役,恆不自在。若昔人中曾聞世尊藥師琉璃光如來名號,由此善因,今復憶念,至心歸依。以佛神力,眾苦解脫,諸根聰利,智慧多聞,恆求勝法,常遇善友,永斷魔罥,破無明殼,竭煩惱河,解脫一切生老病死憂愁苦惱」。
ดูก่อนมัญชุศรี หากหมู่สัตว์ทั้งหลายผู้มัจฉริยะตระหนี่และโลภมาก อิจฉาและริษยา สรรเสริญตนเองกล่าวร้ายผู้อื่น พึงตกสู่อบายภูมิสาม[6] รับโทษทัณฑ์ทรมานนับหลายพันปีหาประมาณมิได้ เมื่อรับโทษนั้นและสิ้นชีพจากภูมินั้นแล้ว จึงมากำเนิดยังโลกมนุษย์ เป็นโค ม้า อูฐ ลา ถูกโบยตีด้วยแส้เป็นเนืองนิจ ทุกข์ทรมานเพราะหิวกระหาย ต้องบรรทุกสิ่งของหนักตามหนทางอยู่สม่ำเสมอ ผิว่าได้กำเนิดเป็นมนุษย์ จักเกิดในครอบครัวยากจน เป็นทาสทาสี ถูกผู้อื่นหยามเหยียด มิได้รับอิสรภาพ หากในสมัยที่เป็นมนุษย์นั้น ได้เคยสดับพระนามพระโลกนาถเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตแล้วไซร้ ด้วยกุศลเหตุประการนี้ จักยังให้ระลึกถึงพระองค์ได้อีก แล้วน้อมมาเป็นสรณะด้วยความเป็นที่สุดแห่งใจ อาศัยพระพุทธานุภาพนั้นแล ยังให้หลุดพ้นจากสรรพทุกข์ทั้งมวล มีพีชะเป็นผู้เฉลียวฉลาด มากด้วยปัญญาญาณและพหูสูต ใฝ่มุ่งวิชยธรรมอันประเสริฐอยู่เป็นนิจ ประสบกัลยาณมิตรอยู่เสมอ ตัดบ่วงแห่งมารให้ขาดสิ้น ทำลายเปลือกแห่งอวิชชา ยังกิเลสสาครให้เหือดแห้ง แล้วหลุดพ้นจากทุกขเวทนา ความโศกาดูรแห่งชาติ ชรา โรคาและมรณะทั้งปวง

「復次、曼殊利室!若諸有情好喜乖離,更相鬥訟,惱亂自他,以身語意,造作增長種種惡業,展轉常為不饒益事,互相謀害。告召山林樹塚等神;殺諸眾生,取其血肉祭祀藥叉、羅剎婆等;書怨人名,作其形像,以惡咒術而咒詛之;厭魅蠱道,咒起屍鬼,令斷彼命,及壞其身。是諸有情,若得聞此藥師琉璃光如來名號,彼諸惡事悉不能害,一切展轉皆起慈心,利益安樂,無損惱意及嫌恨心,各各歡悅,於自所受生於喜足,不相侵凌互為饒益」。
ดูก่อนมัญชุศรี หากหมู่สัตว์นิยมวิวาทะ ต้องพิพากษาในชั้นศาล ยังให้ตนเองและผู้อื่นเป็นทุกข์หาความสงบมิได้ ด้วยเพราะกาย วาจาและใจที่กระทำอกุศลกรรมนานายิ่งขึ้นไม่รู้หยุด ยิ่งกระทำสิ่งมิยังประโยชน์มากขึ้น ทำร้ายแก่กัน เรียกภูติแห่งวนาวาส สิงขร สุสานมาสังหารสรรพสัตว์ต่างๆ ใช้โลหิตและมังสานั้นสังเวยยักษ์ รากษส ขีดเขียนชื่อและทำรูปรอยศัตรู ใช้อาคมชั่วร้ายและไสยเวทย์อาถรรพ์ ใช้คาถาเรียกภูติผีจากซากศพ เพื่อปหารชีวิตฤๅทำลายร่างกายผู้อื่น หมู่สัตว์ทั้งหลายนี้ หากได้สดับพระนามของพระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตเจ้าแล้วไซร้ สิ่งอกุศลที่กระทำทั้งปวงนั้นจักมิอาจบันดาลโทษภัย ต่างจะยิ่งเกิดมีเมตตาจิต ก่อเกิดคุณประโยชน์และผาสุก มิเกิดจิตอาฆาตและพยาบาท ต่างจักยินดีพอใจในสิ่งที่เกิดแต่ตนเองอย่างทั่วพร้อม มิข่มเหงแก่กัน แต่ร่วมกันยังประโยชน์ให้เกิดขึ้น

「復次、曼殊室利!若有四眾:苾芻、苾芻尼、鄔波索迦、鄔波斯迦,及餘淨信善男子、善女人等,有能受持八分齋戒,或經一年、或復三月受持學處,以此善根,願生西方極樂世界無量壽佛所聽聞正法而未定者,若聞世尊藥師琉璃光如來名號,臨命終時,有八大菩薩,其名曰:文殊師利菩薩,觀世音菩薩,得大勢菩薩,無盡意菩薩,寶檀華菩薩,藥王菩薩,藥上菩薩,彌勒菩薩。是八大菩薩乘空而來,示其道路,即於彼界種種雜色眾寶華中,自然化生」。
ดูก่อนมัญชุศรี หากบริษัท ๔ มีภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา และกุลบุตร กุลธิดาต่างๆที่มีศรัทธาจิต สามารถสมาทานแลธำรงไว้ซึ่งอุโบสถศีล[7] เป็นเวลา ๑ ปี ฤๅสมาทานธำรงสิกขาบทอยู่เป็นเพลา ๓ เดือน ด้วยจักอาศัยกุศลมูลนี้ ไปอุบัติยังสุขาวดีโลกธาตุเบื้องประจิมทิศ แห่งพระอมิตายุสพุทธะ[8] เมื่อได้สดับพระธรรมแล้วยังมิตั้งมั่น หากได้สดับยลยินพระนามพระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตแล้วไซร้ เมื่อกาลมรณะมาถึง จักมีมหาโพธิสัตว์ ๘ องค์ นามว่า มัญชุศรีโพธิสัตว์๑ อวโลกิเตศวรโพธิสัตว์๑ มหาสถามปราปตโพธิสัตว์๑ อักษยมติโพธิสัตว์๑ ทานรัตนศรีโพธิสัตว์๑ ไภษัชยราชโพธิสัตว์๑ ไภษัชยสมุทคตโพธิสัตว์๑ เมตไตรยโพธิสัตว์๑ อันโพธิสัตว์ทั้ง ๘ นี้จะดำเนินมาแต่นภากาศ แล้วนำทางผู้นั้นไปอุบัติยังท่ามกลางรัตนมาลีหลากสีในโลกธาตุแห่งนั้น[9] แล้วกำเนิดโดยอุปปาติกวิธี[10]


[1] คือ ความถือตัว ว่ามีความรู้แล้วเหยียดหยาม วิพากษ์วิจารณ์ ใส่ใคล้ผู้อื่น
[2] ในกรณีนี้หมายถึงมิตรชั่ว ยกยอกันและกันเป็นมานะปิดกั้นตนเอง ให้ร้ายผู้อื่น ฯลฯ เป็นต้น
[3] โกฏิ จำนวนนับ เท่ากับ สิบล้าน
[4] มีความหมายคือ นิรยภูมิ อุปมาเป็นดั่งหลุมบ่อ ที่อันตรายจะปีนขึ้นมาได้ยาก ในประการนี้แสดงให้เห็นว่าผู้เป็นพหูสูตร แต่มากด้วยมานะ ไม่ยอมฟังคำสอนอื่นใด และจะสั่งสอนผู้อื่นให้หลงผิดตาม
[5] ความหมายคือ การออกบวช ไม่ข้องด้วยกามคุณ ตามวิสัยของผู้ครองเรือน
[6] มี นรกภูมิ เปรตภูมิ เดรัจฉานภูมิ
[7] ศีล ๘ ข้อ มี ๑) เว้นจากการฆ่าสัตว์ ๒)เว้นจากการลักทรัพย์ ๓)เว้นจากการเสพกาม ๔)เว้นจากการพูดเท็จ ๕)เว้นจากการดื่มน้ำเมา ๖)เว้นจากการทัดทรงดอกไม้และลูบไล้ด้วยของหอม ๗)เว้นจากการนั่งนอนในที่นั่งนอนสูงใหญ่ ๘)เว้นจากการบริโภคอาหารในยามวิกาล
[8] แปลว่าพระพุทธเจ้าผู้มีอายุยืนยาวไม่มีประมาณ พระนามหนึ่งของพระอมิตาภะพุทธเจ้า
[9] มีนัยยะว่าจะได้ไปอุบัติยังสุขาวดีโลกธาตุ และศุทธิไวฑูรย์ได้ตามปรารถนา เพราะโลกธาตุทั้ง ๒ แห่งนี้มีคุณาลังการเหมือนกันทุกประการ
[10] เกิดแบบผุดขึ้น ได้แก่กำเนิดพรหม เทวดาและสัตว์นรกเป็นต้น ซึ่งเกิดผุดขึ้นแบบทันใด ก็ใหญ่โตเป็นวิญญูชนทันที มิต้องเป็นทารกแล้วเจริญเติบโตอย่างกำเนิดแบบอื่น เมื่อสิ้นอายุขัยก็หายวับไปไม่ทิ้งซากไว้


「或有因此,生於天上,雖生天上,而本善根,亦未窮盡,不復更生諸餘惡趣。天上壽盡,還生人間,或為輪王,統攝四洲,威德自在,安立無量百千有情於十善道;或生剎帝利、婆羅門、居士大家,多饒財寶,倉庫盈溢,形相端嚴,眷屬具足,聰明智慧,勇健威猛,如大力士。若是女人,得聞世尊藥師琉璃光如來名號,至心受持,於後不復更受女身」。
ฤๅด้วยเหตุนี้[1] จักยังให้กำเนิดบนเทวโลก แม้นได้กำเนิดยังเทวโลกก็ตาม กุศลมูลนี้ก็ยังมิสูญสิ้น มิต้องไปกำเนิดยังอบายภูมิอื่นๆ เมื่ออายุขัยบนเทวโลกสิ้นแล้ว จักหวนกลับมากำเนิดยังโลกมนุษย์ บ้างเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ปกครองไปทั่วจตุรทวีป [2]มีอิสรานุภาพไพศาล ยังให้หมู่สัตว์จำนวนอนันตะร้อยพันได้ตั้งอยู่ในทศกุศลมรรค[3] บ้างถือกำเนิดเป็นกษัตริย์ พราหมณ์ บัณฑิตผู้มากด้วยรัตนสมบัติ จักมีโกศาคารที่เต็มเปี่ยม มีรูปลักษณ์สง่างาม บริวารพงษาบริบูรณ์ มีปัญญาญาณเฉลียวฉลาด วีรภาพหาญกล้า ดุจมหาพลเทพ หากสตรีได้สดับพระนามของพระโลกนาถเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคต แล้วน้อมรับยึดถือด้วยความเป็นที่สุดแห่งใจแล้วไซร้ ภายหลังจักมิต้องมีกายแห่งสตรีอีก

「復次、曼殊室利!彼藥師琉璃光如來得菩提時,由本願力,觀諸有情,遇眾病苦瘦攣、乾消、黃熱等病;或被厭魅、蠱毒所中;或復短命,或時橫死;欲令是等病苦消除所求願滿」。
ดูก่อนมัญชุศรี เมื่อสมัยที่พระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตเจ้าพระองค์นั้นทรงบรรลุพระอภิสัมโพธิญาณแล้ว ด้วยกำลังของมูลปณิธานเมื่อกาลก่อน ยังให้พิจารณาในหมู่สัตว์ทั้งปวง แล้วทรงประจักษ์ในความทุกข์ทรมานต่างๆ จากโรคาพาธมี ความซูบผอมซีดเซียว นิ้วมือเท้างอหงิก ไข้เหลือง[4]บ้างต้องคุณไสยอาถรรพ์ร้าย บ้างมีอายุสั้น บ้างมรณะก่อนเวลาอันควร[5] จึงมีพุทธประสงค์จักยังให้โรคาพาธต่างๆสิ้นไป ยังปณิธานทั้งปวงได้สมมโนรถ

「時彼世尊,入三摩地,名曰除滅一切眾生苦惱。既入定已,於肉髻中出大光明,光中演說,大陀羅尼曰:『
ครั้นแล้ว พระโลกนาถเจ้าพระองค์นั้นจึงทรงเจริญสมาธินามว่า สรวสัตวทุกขภินทนา[6] แลเมื่อเข้าสู่สมาธิแล้ว พระพุทธอุษณีษ์[7]ได้บังเกิดมหารัศมีโอภาสสว่างไสว ในระหว่างรัศมีนั้นแลได้ตรัสมหาธารณีว่า...

那謨薄伽筏帝,裨殺社窶嚕,薛琉璃缽剌婆喝囉闍也,怛陀揭多耶,阿羅訶帝,三藐三勃陀耶。怛姪阤:唵,鞞殺逝,鞞殺逝,鞞殺社,三沒揭帝娑訶』」。
นโม ภควเต ไภษชฺย คุรุ ไวฑูรฺย ปรภา ราชาย ตถาคตาย อรฺหเต สมยกฺ สมพุทฺธาย ตทฺยถา โอม ไภษชฺเย ไภษชฺเย มหา ไภษชฺย ราชา สมุทฺคเต สฺวาหา

爾時、光中說此咒已,大地震動,放大光明,一切眾生病苦皆除,受安隱樂。
เมื่อเพลาที่ตรัสมนตรานี้หว่างรัศมีอันโอภาสแล้ว มหาปฐพีดลก็กัมปนาทสั่นไหว บังเกิดเป็นมหารัศมีรุ่งเรืองไปทั่ว บรรดาโรคาพาธของหมู่สัตว์ทั้งปวงได้สูญสิ้น ได้รับความผาสุกสวัสดีโดยทั่วกัน

「曼殊室利!若見男子、女人有病苦者,應當一心,為彼病人,常清淨澡漱,或食、或藥、或無蟲水、咒一百八遍,與彼服食,所有病苦悉皆消滅。若有所求,志心念誦,皆得如是無病延年;命終之後,生彼世界,得不退轉,乃至菩提。
ดูก่อนมัญชุศรี หากพบชาย หญิงผู้มีทุกข์จากโรค พึงมีจิตแน่วแน่ให้ผู้ป่วยไข้นั้นชำระร่างกายให้สะอาดอยู่เป็นนิจ นำอาหาร โอสถ หรือน้ำที่ปราศจากสิ่งสกปรก เสกด้วยคาถานี้ ๑๐๘ จบ พร้อมกับอาภรณ์และอาหารนั้น บรรดาทุกข์แห่งโรคก็จักดับสิ้นไป หากปรารถนาสิ่งใด แล้วภาวนาสาธยายด้วยความเป็นที่สุดแห่งใจแล้วไซร้ ย่อมบรรลุได้ตามประสงค์ทุกประการ จักเป็นผู้ไร้โรคาพาธเบียดเบียน อายุสิริวัฒนา เมื่อสิ้นอายุขัยแล้วในภายหลัง จักไปอุบัติยังศุทธิไวฑูรย์พุทธเกษตรแห่งนั้น มิเสื่อมถอยย้อนกลับตราบจนถึงพระโพธิญาณ

是故曼殊室利!若有男子、女人,於彼藥師琉璃光如來,至心殷重,恭敬供養者,常持此咒,勿令廢忘」。
ด้วยเหตุนี้ มัญชุศรี หากมีชาย หญิงผู้ถวายสักการะและนอบน้อมพระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตพระองค์นั้น ด้วยความเป็นที่สุดแห่งใจแล้วไซร้ ก็พึงยึดมั่นในธารณีนี้ อย่าให้ลืมเลือนเสียหายเถิด

「復次、曼殊室利!若有淨信男子女人,得聞藥師琉璃光如來應正等覺所有名號,聞已誦持。晨嚼齒木,澡漱清淨,以諸香花,燒香、塗香,作眾伎樂,供養形象。於此經典,若自書,若教人書,一心受持,聽聞其義。於彼法師,應修供養:一切所有資身之具,悉皆施與,勿令乏少。如是便蒙諸佛護念,所求願滿,乃至菩提」。
ดูก่อนมัญชุศรี หากมีกุลบุตร กุลธิดาผู้มีศรัทธาบริสุทธิ์ [8]เมื่อได้สดับพระนามต่างๆ ของพระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคต ผู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธะ เมื่อสดับแล้วก็ยึดมั่นภาวนา ยามอรุณรุ่งพึงขบเคี้ยวทนตกาษฐ์[9] ชำระกายาให้สะอาด แล้วนำมวลบุปผชาติมีกลิ่นหอม ร่ำสุคนธ์ (ประพรม)น้ำหอม บรรเลงมวลสังคีต เพื่อสักการะต่อพระพุทธปฏิมา อันพระธรรมสูตรปกรณ์นี้ หากตนเองได้ขีดเขียน หากสอนผู้อื่นให้ขีดเขียน ได้น้อมรับปฏิบัติด้วยเอกจิต เมื่อสดับฟังอรรถะแห่งพระสูตรนี้แล้ว ได้ถวายกัปปิยภัณฑ์อันจำเป็นสำหรับกาย เป็นทานต่อพระธรรมาจารย์ผู้สั่งสอนธรรมนั้นมิให้ขาดแคลนแล้วไซร้ เช่นนี้ จักยังให้พระพุทธเจ้าทั้งปวงตามระลึกดูแล ยังปณิธานทั้งปวงให้สมบูรณ์พร้อม ตราบจนถึงพระโพธิญาณ

爾時、曼殊室利童子白佛言:「世尊!我當誓於像法轉時,以種種方便,令諸淨信善男子、善女人等,得聞世尊藥師琉璃光如來名號,乃至睡中亦以佛名覺悟其耳。
สมัยนั้น พระมัญชุศรีกุมารภูตะทูลพระพุทธองค์ว่า ข้าแต่พระโลกนาถเจ้า ข้าพระองค์ขอ ปฏิญานว่าเมื่อกาลที่พระสัทธรรมเสื่อมถอยนั้น ข้าพระองค์จักใช้อุปายโกศลนานาประการ เพื่อยังให้กุลบุตร กุลธิดาผู้มีศรัทธาบริสุทธิ์ ได้สดับยลยินพระนามแห่งพระโลกนาถเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคต แม้นในยามนิทราก็จักรู้สึกว่าได้ยินนามของพระพุทธเจ้าองค์นี้

世尊!若於此經受持讀誦。或復為他演說開示;若自書、若教人書;恭敬尊重,以種種華香、塗香、末香、燒香、花鬘、瓔珞、幡蓋、伎樂,而為供養;以五色綵,作囊盛之;掃灑淨處,敷設高座,而用安處。爾時、四大天王與其眷屬,及餘無量百千天眾,皆詣其所,供養守護。
ข้าแต่พระโลกนาถเจ้า หากปฏิบัติยึดถือ อ่านท่องสาธยายในพระธรรมสูตรนี้ ฤๅประกาศสั่งสอนแก่บุคคลอื่น หากได้จารึกด้วยตนเอง ฤๅสอนให้ผู้อื่นจารึก มีการเคารพนอบน้อมอย่างที่สุด บูชาด้วยมาลีที่มีกลิ่นหอม น้ำหอม ผงหอม ร่ำสุคนธ์ พวงมาลา สายสร้อยเกยูระ ธวัชฉัตรธง เครื่องดุริยางค์ดนตรีนานาชนิด ใช้ผ้าเบญจรงค์บรรจุพระสูตรนี้ แล้วประดิษฐานไว้ยังที่บริสุทธิ์ บนอาสนะที่ยกสูงแล้วไซร้ ในเพลานั้น จตุเทวราชพร้อมเทวบริษัท และเทวนิกรอื่นจำนวนอนันตะร้อยพัน จักมายังสถานที่แห่งนั้น เพื่อถวายสักการะและอารักขา

世尊!若此經寶流行之處,有能受持,以彼世尊藥師琉璃光如來本願功德,及聞名號,當知是處無復橫死;亦復不為諸惡鬼神奪其精氣,設已奪者,還得如故,身心安樂」。
ข้าแต่พระโลกนาถเจ้า หากพระสูตรที่มีค่าดุจรัตนะนี้ได้แผ่กำจายไปยังสถานใด แล้วสามารถน้อมปฏิบัติตามความดีงามในมูลปณิธาน และได้สดับพระนามของพระโลกนาถเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตแล้วไซร้ พึงทราบเถิดว่าสถานแห่งนั้นจะไม่มีการมรณะก่อนเวลาอันควรอีกต่อไป แลจักไม่มีปีศาจร้ายทั้งปวงที่ฉุดคร่าดวงวิญญานนั้นอีก ผู้ที่ถูกฉุดคร่าไปแล้วย่อมหวนกลับคืนมาได้ดังเหตุนี้ กายและใจจึงสุขศานติ

佛告曼殊室利:「如是!如是!如汝所說。曼殊室利!若有淨信善男子、善女人等,欲供養彼世尊藥師琉璃光如來者,應先造立彼佛形像,敷清淨座而安處之。散種種花,燒種種香,以種種幢幡莊嚴其處。七日七夜,受八分齋戒,食清淨食,澡浴香潔,著清淨衣,應生無垢濁心,無怒害心,於一切有情起利益安樂,慈、悲、喜、捨平等之心,鼓樂歌讚,右遶佛像。復應念彼如來本願功德,讀誦此經,思惟其義,演說開示。隨所樂求,一切皆遂:求長壽,得長壽,求富饒,得富饒,求官位得官位,求男女得男女」。
ครั้งนั้น พระพุทธองค์รับสั่งกับพระมัญชุศรีว่า เป็นเช่นนั้นๆ ดังที่เธอได้กล่าว มัญชุศรีหากมีกุลบุตร กุลธิดาผู้มีศรัทธาบริสุทธิ์ ปรารถนาจักถวายสักการะพระโลกนาถเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตพระองค์นั้น พึงสร้างรูปปฏิมาของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นขึ้นก่อน จัดเตรียมสถานที่บริสุทธิ์เพื่อประดิษฐาน แล้วโปรยบุปผชาตินานาพรรณ ร่ำสุคันธชาตินานาชนิด ประดับสถานอลังการด้วยธงฉัตรนานาประการ เป็นเพลา ๗ ทิวาแลราตรีให้สมาทานอุโบสถศีล บริโภคอาหารบริสุทธิ์[10]ชำระกายให้หอม(เพราะความ)สะอาด สวมใส่อาภรณ์ที่ใหม่และสะอาด พึงเกิดจิตมิเคลือบย้อมแปดเปื้อน[11] จิตมิอาฆาตพยาบาท เกิดจิตที่ยังประโยชน์ต่อหมู่สัตว์ทั้งปวง จิตเมตตา กรุณา มุฑิตา อุเบกขาเสมอกัน แล้วบรรเลงดนตรีสรรเสริญ เวียนประทักษิณรอบพุทธปฏิมา พึงระลึกถึงความดีงามแห่งมูลปณิธานของพระตถาคตเจ้าพระองค์นั้น แล้วสังวัธยายพระสูตรนี้ โดยตรึกตรองอรรถะแห่งพระสูตร แล้วประกาศสั่งสอน เมื่อปรารถนาสิ่งใด ย่อมสมปรารถนาทุกประการ หากต้องการอายุยืนยาว ย่อมได้อายุยืนยาว ต้องการความมั่งคั่ง ย่อมได้ความมั่งคั่ง ต้องการบรรดาศักดิ์ ย่อมได้บรรดาศักดิ์ ต้องการชายหญิง ย่อมได้ชายหญิงสมตามมโนจินต์


[1] เหตุนี้ คือเหตุแห่งการภาวนาพระนามของพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า หากมีศรัทธาหรือมีกุศลปัจจัยไม่เพียงพอให้ไปกำเนิดยังพุทธเกษตร ก็จักไม่ตกอบายภูมิ และไปกำเนิดบนเทวโลกแทน
[2] ทวีปทั้ง ๔ ทางคติพุทธศาสนา มี ๑)ชมพูทวีป อยู่ทางทิศใต้ของเขาสุเมรุ ๒)ปูรววิเทหทวีป อยู่ทางทิศตะวันออกของเขาสุเมรุ ๓)อมรโคยานทวีป อยู่ทางตะวันตกของเขาสุเมรุ ๔)อุตตรกุรุทวีป อยู่ทางทิศเหนือของเขาสุเมรุ หรือคือดินแดนที่แผ่กว้างออกไปจรดแผ่นดิน แผ่นน้ำทั้งสี่ทิศ
[3] ความดี ๑๐ อย่าง แบ่งเป็น ความดีทางกาย ๓ มี ๑)เว้นจากการฆ่าสัตว์ ๒)เว้นจากการลักทรัพย์ ๓)เว้นจากการผิดในกาม ความดีทางวาจา ๔ มี ๑)เว้นจากการพูดเท็จ ๒)เว้นจากการพูดคำหยาบ ๓)เว้นจากการพูดส่อเสียด ๔)เว้นจากการพูดเพ้อเจ้อโปรยเสียซึ่งประโยชน์ และความดีทางใจ ๓ มี ๑)เว้นจากการโลภของผู้อื่น ๒)เว้นจากการพยาบาท ๓)เว้นจากการเห็นผิด
[4] โรคติดต่อร้ายแรงชนิดหนึ่ง เกิดจากเชื้อไวรัส มียุงเป็นพาหะ ผู้ป่วยมักมีอาการเวียนและปวดศีรษะ คลื่นเหียน อาเจียน และปวดหลัง ไข้ขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว ชีพจรเต้นช้าลง ผิวและตาเหลือง อาจมีอันตรายถึงแก่ชีวิตภายใน ๖-๗ วัน
[5] ตามศัพท์คือ อกาลมรณะ คือ ตายโหง, ตายร้าย
[6] คือ สมาธิที่ทำลายความทุกข์ของสรรพสัตว์
[7] หรือ อุณหิสในบาลี หมายถึงกรอบหน้าพระพักตร์, ก้อนพระมังสะหน้าพระเศียร ซึ่งเป็นอาการหนึ่งในอาการ ๓๒ ของพระพุทธเจ้า โดยมากทำเป็นเปลวเพลิง แสดงถึงพระปัญญาอันรุ่งโรจน์ ประติมากรรมฝ่ายมหายาน บางแห่งทำเป็นก้อนพระมังสะงอกขึ้นมาเหนือพระนลาตขึ้นไปเล็กน้อย
[8] คือ ผู้ศรัทธาด้วยปัญญา พิจารณารู้ถึงคุณประโยชน์อย่างมิสงสัยเคลือบแคลง มิเป็นผู้มีศรัทธาไม่บริสุทธิ์ เพราะอวิชชา ลุ่มหลงงมงาย
[9] คือ ไม้ใช้เคี้ยวเพื่อทำความสะอาดฟัน
[10] หมายถึง อาหารที่ไม่มีเลือดเนื้อสรรพสัตว์อื่นเจือปน, อาหารเจ
[11] คือ จิตศรัทธาแท้จริง ไม่เคลือบย้อมด้วยความสงสัย,จิตอกุศล



「若復有人,忽得惡夢,見諸惡相;或怪鳥來集;或於住處百怪出現。此人若以眾妙資具,恭敬供養彼世尊藥師琉璃光如來者,惡夢、惡相諸不吉祥,皆悉隱沒,不能為患。或有水、火、刀、毒、懸險、惡象、師子、虎、狼、熊、羆、毒蛇、惡蠍、蜈蚣、蚰蜒、蚊、虻等佈;若能至心憶念彼佛,恭敬供養,一切怖畏皆得解脫。若他國侵擾,盜賊反亂,憶念恭敬彼如來者,亦皆解脫」。
หากมีผู้นิทราแล้วนิมิตร้าย ได้พบลักษณะชั่วร้ายทั้งปวง บ้างมีวิหคประหลาดมาประชุมรวมกลุ่มกัน บ้างเกิดอาเภทแปลกประหลาดในเคหสถาน บุคคลนี้หากนำบรรดาเครื่องสักการะชั้นเลิศ มาน้อมถวายพระโลกนาถเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตพระองค์นั้นแล้วไซร้ สุบินร้ายและทุรลักษณ์อัปมงคลทั้งปวง จักมิปรากฏ มิอาจให้โทษภัย บ้างมีความหวั่นกลัว(ภัยจาก)อุทก อัคคี ศาตราวุธ โอสถพิษ ภัยประหลาด คชสารดุ สิงห์ พยัคฆ์ สุนัขป่า หมี อสรพิษ แมลงป่อง ตะขาบ แมงคาเรือง[1] ยุง แมลงและเหลือบ หากสามารถน้อมระลึกถึง และถวายสักการะต่อพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นด้วยความเป็นที่สุดแห่งใจแล้วไซร้ ก็จักหลุดพ้นจากสรรพอันตรายได้ หากมีประเทศอื่นมารุกราน กรรโชกแย่งชิง เมื่อได้น้อมระลึกและถวายความเคารพต่อพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นแล้วไซร้ ก็จักหลุดพ้นได้เช่นกัน

「復次、曼殊室利!若有淨信善男子、善女人等,乃至盡形不事餘天,唯當一心,歸佛法僧,受持禁戒:若五戒、十戒,菩薩四百戒、苾芻二百五十戒,苾芻尼五百戒。於所受中或有毀犯,怖墮惡趣,若能專念彼佛名號,恭敬供養者,必定不受三惡趣生。
ดูก่อนมัญชุศรี หากกุลบุตร กุลธิดาผู้มีศรัทธาบริสุทธิ์ ตลอดชีวิตมิได้ข้องเกี่ยวกับเทพเจ้าอื่นใด มีเอกจิตเป็นหนึ่งต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ รับสมาทานศีลสังวร อันมีศีล ๕ ศีล ๑๐ โพธิสัตวศีล ๔๐๐ ภิกษุศีล ๒๕๐ [2]ภิกษุณีศีล ๕๐๐ หากได้ละเมิดศีลเหล่านั้น แล้วหวั่นเกรงจักตกสู่อบายภูมิ หากสามารถตั้งจิตระลึกถึงพระนามของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น แล้วถวายความเคารพสักการะแล้วไซร้ ย่อมมิต้องอุบัติยังอบายภูมิทั้ง ๓ อย่างแน่นอน

或有女人,臨當產時,受於極苦;若能志心稱名禮讚,恭敬供養彼如來者,眾苦皆除。所生之子,身分具足,形色端正,見者歡喜,利根聰明,安隱少病,無有非人,奪其精氣」。
ฤๅมีอิสตรีผู้ใกล้คลอด ได้รับทุกขเวทนาเป็นที่สุด หากสามารถสรรเสริญพระนาม ถวายความเคารพแลสักการะพระตถาคตเจ้าพระองค์นั้น ด้วยความเป็นที่สุดแห่งใจแล้วไซร้ สรรพทุกข์ทั้งปวงจักมลายสิ้น บุตรที่ถือกำเนิดจะมีองคาพยพบริบูรณ์ รูปลักษณ์สง่างาม เป็นที่ยินดีแก่ผู้ได้ประสบ เฉลียวฉลาด เป็นสุขและมีโรคน้อย ปราศจากอมนุษย์ใดมาช่วงชิงดวงวิญญาณไปได้

爾時、世尊告阿難言:「如我稱揚彼世尊藥師琉璃光如來所有功德,此是諸佛甚深行處,難可解了,汝為信不?」
ครั้นนั้น พระโลกนาถเจ้าตรัสกับพระอานนท์ว่า ดั่งที่ตถาคตได้พรรณนาถึงพระคุณธรรมบารมีของพระโลกนาถเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตพระองค์นั้น อันเป็นจริยาวัตรที่คัมภีรภาพแยบคายของพระพุทธเจ้าทั้งปวงที่เข้าใจได้ยากอยู่เช่นนี้ เธอมีความศรัทธาเชื่อมั่นหรือไม่

阿難白言:「大德世尊!我於如來所說契經不生疑惑,所以者何?一切如來身語意業無不清淨。世尊!此日月輪可令墮落,妙高山王可使傾動,諸佛所言無有異也」。
พระอานนท์เถรเจ้าทูลว่า ข้าแต่พระโลกนาถเจ้า ข้าพระองค์มิบังเกิดวิจิกิจฉาต่อพระธรรมคัมภีร์ทั้งปวงที่พระตถาคตเจ้าตรัสแสดงแล้ว ข้อนั้นเพราะเหตุดังฤๅ เพราะกายกรรม วจีกรรมและมโนกรรมของพระตถาคตทั้งปวงบริสุทธิ์ ข้าแต่พระโลกนาถเจ้า อันดวงสุริยันและจันทราอาจยังให้ตกลงได้ สุเมรุคิรีราชอาจยังให้พลิกคว่ำ แต่พระวจนะแห่งพระพุทธเจ้าทั้งปวงมิอาจเปลี่ยนแปลง

「世尊!有諸眾生,信根不具,聞說諸佛甚深行處,作是思惟:云何但念藥師琉璃光如來一佛名號,便獲爾所功德勝利?由此不信,還生誹謗。彼於長夜失大利樂,墮諸惡趣,流轉無窮!」
ข้าแต่พระโลกนาถเจ้า มีบรรดาสรรพสัตว์ที่อินทรีย์คือศรัทธาไม่สมบูรณ์ เมื่อได้สดับจริยาวัตรที่คัมภีรภาพของพระพุทธเจ้าทั้งปวงแล้ว ย่อมจักมีมนสิการเช่นนี้ว่า “เพียงได้ระลึกถึงพระพุทธนามของพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้าพระองค์เดียว จักได้รับกุศลานิสงค์วิเศษปานฉะนี้เลยหรือกระไร” ด้วยเหตุแห่งการไม่ศรัทธานี้ ยังให้เกิดการว่าร้าย บุคคลนี้ในยามค่ำคืนย่อมพลาดสูญประโยชน์สุขมหาศาล[3] แล้วตกสู่อบายภูมิทั้งปวง เวียนว่ายอยู่มิจบสิ้น

佛告阿難:「是諸有情若聞世尊藥師琉璃光如來名號,至心受持,不生疑惑,墮惡趣者無有是處」。
พระพุทธองค์รับสั่งต่อพระอานนท์ว่า หมู่สัตว์ทั้งหลายหากสดับยลยินพระนามของพระโลกนาถเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคต แล้วน้อมรับปฏิบัติด้วยความเป็นที่สุดแห่งใจ โดยมิเกิดวิจิกิจฉาเคลือบแคลง แล้วยังตกสู่อบายภูมิอีกย่อมเป็นไปมิได้ในสถานนี้

「阿難!此是諸佛甚深所行,難可信解;汝今能受,當知皆是如來威力。
ดูก่อนอานนท์ นี้คือพระจริยาวัตรที่คัมภีรภาพแยบคายของพระพุทธเจ้าทั้งปวง อันหยั่งใจเชื่อได้ยาก การที่เธอสามารถน้อมรับได้นี้ พึงทราบเถิดว่าล้วนคือพลานุภาพแห่งพระตถาคตเจ้าบันดาลให้เป็นไป

阿難!一切聲聞、獨覺,及未登地諸菩薩等,皆悉不能如實信解,唯除一生所繫菩薩。
อานนท์ บรรดาสาวก ปัจเจกโพธิ และโพธิสัตว์ทั้งหลายผู้ยังมิบรรลุถึงโพธิสัตวภูมิ ล้วนมิสามารถศรัทธาได้อย่างแท้จริง เว้นแต่เอกชาติปฏิพันธ์โพธิสัตว์เท่านั้น(ที่จักศรัทธาได้อย่างแท้จริง)

阿難!人身難得;於三寶中,信敬尊重,亦難可得聞世尊藥師琉璃光如來名號,復難於是」。
อานนท์ เป็นการยากที่จะมีกายแห่งมนุษย์ และมีศรัทธามั่นในพระรัตนตรัย แต่การได้สดับพระนามแห่งพระโลกนาถเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตนั้นเป็นเรื่องที่ยากยิ่งกว่า

「阿難!彼藥師琉璃光如來,無量菩薩行,無量善巧方便,無量廣大願;我若一劫,若一劫餘而廣說者,劫可速盡,彼佛行願,善巧方便無有盡也!」
อานนท์ พระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตพระองค์นั้น ทรงบำเพ็ญโพธิสัตวจริยาจำนวนประมาณมิได้ ทรงใช้อุปายโกศลที่ชาญฉลาดจำนวนประมาณมิได้(ในการช่วยเหลือสรรพสัตว์) ทรงมีมหาปณิธานที่ไพบูลย์จำนวนประมาณมิได้ หากตถาคตจักกล่าววิภาษาให้กว้างขวางออกไปเป็นเวลา ๑ กัลป์ หรือแม้ในกัลป์อื่นๆ ด้วยแล้วไซร้ กัลป์นั้นแลจะสิ้นไปอย่างรวดเร็ว แต่ทว่าพระจริยาปณิธาน และพระอุปายโกศลของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นจักพรรณนาได้มิรู้หมดสิ้นเลย

爾時、眾中,有一菩薩摩訶薩,名曰救脫,即從座起,偏袒一肩,右膝著地,曲躬合掌而白佛言:「大德世尊!像法轉時,有諸眾生為種種患之所困厄,長病贏瘦,不能飲食,喉脣乾燥,見諸方暗,死相現前,父母、親屬、朋友、知識啼泣圍繞;然彼自身臥在本處,見琰魔使,引其神識至於琰魔法王之前。然諸有情,有俱生神,隨其所作若罪若福,皆具書之,盡持授與琰魔法王。
สมัยครั้งนั้นแล ณ ท่ามกลางมหาชน ยังมีพระโพธิสัตว์มหาสัตว์พระองค์หนึ่งนามว่า วิมุตติ ได้ลุกขึ้นจากอาสนะ ลดผ้าลงข้างหนึ่ง คุกชานุเบื้องขวาลงกับพื้นดิน ประณมกร แล้วทูลพระพุทธองค์ว่า ข้าแต่พระโลกนาถเจ้า เมื่อกาลที่พระสัทธรรมเสื่อมถอย จักมีสรรพสัตว์ได้รับทุกข์ทรมานนานัปการ มากด้วยโรคซูบผอมอ่อนแอ มิสามารถดื่มกินอาหารได้ ลำคอแห้งเหือด มองไปทิศใดให้พบแต่ความมืดมิด อันเป็นมรณลักษณะที่มาปรากฏยังเบื้องหน้า บิดามารดา ญาติพงษา มิตรสหาย กัลยาณมิตรต่างร่ำไห้อยู่รอบกาย ในสถานที่กายแห่งตนนอนอยู่นั้นแล จักพบยมฑูตนำพาวิญญาณไปยังเบื้องหน้าพญายมราชผู้ทรงธรรม [4]อันหมู่สัตว์ทั้งปวง ผู้มีวิญญาณเกิดขึ้นแล้ว จักกระทำสิ่งใดมิว่าบาปหรือคุณนั้น ล้วนถูกบันทึกไว้โดยพญายมราชผู้ทรงธรรมทั้งสิ้น

爾時、彼王推問其人,計算所作,隨其罪福而處斷之。時彼病人,親屬、知識,若能為彼歸依世尊藥師琉璃光如來,請諸眾僧,轉讀此經,然七層之燈,懸五色續命神旛,或有是處彼識得還,如在夢中明了自見。或經七日,或二十一日,或三十五日,或四十九日,彼識還時,如從夢覺,皆自憶知善不善業所得果報;由自證見業果報故,乃至命難,亦不造作諸惡之業。是故淨信善男子善女人等,皆應受持藥師琉璃光如來名號,隨力所能,恭敬供養」。
ครั้นแล้ว ยมธรรมราชาจักตรัสถามผู้นั้น แล้วคำนวณผลแห่งบาปและบุญตามที่กระทำมา แล้วจึงตัดสินตามนั้น ในเพลานั้น หากญาติและกัลยาณมิตรของผู้ป่วย สามารถน้อมพระโลกนาถเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตเป็นสรณะแทนผู้ป่วยไข้นั้น โดยอาราธนาหมู่สงฆ์มาสังวัธยายพระสูตรนี้ จุดประทีป ๗ ชั้น แขวนธงต่ออายุขัย ๕ สีแล้วไซร้ วิญญาณผู้นั้นอาจกลับมาอีกก็เป็นได้ ประดุจผู้ที่นิทราฝันไปแล้วได้สติรู้แจ้งด้วยตนเอง อาจผ่านไป ๗ วาร หรือ ๒๑ วาร หรือ ๓๕ วาร หรือ ๔๙ วาร เมื่อคราที่วิญญาณหวนกลับมา ก็ดุจตื่นจากความฝัน ตนเองย่อมเข้าใจในวิบากผลแห่งกุศลกรรมและอกุศลกรรมที่จักได้รับ ด้วยเหตุที่ตนเองได้ประจักษ์มาแล้ว แม้นมีภัยถึงแก่ชีวาวาตย์ ก็จักมิกระทำอกุศลทั้งปวง ด้วยเหตุนี้ กุลบุตร กุลธิดาผู้มีศรัทธาบริสุทธิ์ จึงควรน้อมรับยึดมั่นในพระนามของพระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตเจ้า แลถวายความเคารพสักการะตามกำลังสามารถเถิด

[1] สัตว์ชนิดหนึ่งมีขา ๑๕ คู่ ตัวยาวประมาณ ๑ นิ้ว
[2] ภิกษุศีลของมหายานมี ๒๕๐ ข้อ จำแนกเป็นปาราชิก ๔ สังฆาทิเสส ๑๓ อนิตย ๒ นิสสัคคีย์ปาจิตตีย์ ๓๐ ปาจิตตีย์ ๙๐ (เถรวาทมี ๙๒) ปาฏิเทศนีย์ ๔ เสขิยะ ๑๐๐ (เถรวาทมี ๗๕) และอธิกรณ์สมถะ ๗
[3] ประโยคนี้เปรียบได้ว่า สังสารวัฏนี้ คือยามค่ำคืนที่มืดมิด จะมีก็แต่แสงสว่างแห่งดวงจันทร์ คือพระพุทธธรรมที่ส่องแสงนำทาง
[4] ความหมายคือ พญายมราช เป็นผู้มีความเที่ยงธรรม ไม่ลำเอียง ตัดสินชี้ขาดบุญและบาปด้วยความยุติธรรม ในรูปเคารพของมหายานบางแห่งจะถือ กงล้อพระธรรมจักรไว้ในมือ หมายถึงเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งธรรม(ความถูกต้อง) เป็นผู้ปกป้องพระศาสนา อีกชื่อว่า ธรรมราชา



爾時、阿難問救脫菩薩曰:「善男子!應云何恭敬供養彼世尊藥師琉璃光如來?續命旛燈復云何造」?
สมัยนั้น พระอานนท์เถรเจ้าได้กล่าวปุจฉาพระวิมุตติโพธิสัตว์ว่า ดูก่อนกุลบุตร พึงน้อมถวายความเคารพสักการะพระโลกนาถเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตพระองค์นั้นด้วยประการเช่นไรหนอ ธงต่ออายุขัยแลดวงประทีปนั้นแลจักประดิษฐ์ขึ้นโดยวิธีใดเล่า

救脫菩薩言:「大德!若有病人,欲脫病苦,當為其人,七日七夜受持八分齋戒。應以飲食及餘資具,隨力所辦,供養苾芻僧。晝夜六時,禮拜行道,供養彼世尊藥師琉璃光如來。讀誦此經四十九遍,然四十九燈;造彼如來形像七軀,一一像前各置七燈,一一燈量大如車輪,乃至四十九日光明不絕。造五色綵旛,長四十九褶手,應放雜類眾生至四十九,可得過度危厄之難,不為諸橫惡鬼所持」。
พระวิมุตติโพธิสัตว์จึ่งกล่าวว่า ข้าแต่พระคุณเจ้า หากมีผู้ป่วยไข้ปรารถนาพ้นจากโรคาทุกข์นั้น พึงให้ผู้นั้นสมาทานและรักษาอุโบสถศีลเป็นเวลา ๗ ทิวาราตรี พึงนำเครื่องอุปโภคบริโภคและสิ่งอื่นๆ สุดแต่กำลังสามารถ ถวายต่อภิกษุสงฆ์ ทั้งทิวาราตรี ๖ เพลา[1]จงได้กระทำนมัสการเจริญมรรค ถวายสักการะต่อพระโลกนาถเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตพระองค์นั้น สังวัธยายอ่านท่องพระธรรมสูตรนี้ ๔๙ จบ จุดประทีป ๔๙ ดวง สร้างรูปปฏิมาของพระตถาคตเจ้าพระองค์นั้นขึ้น ๗ พระรูป เบื้องหน้าของพระรูปหนึ่งๆ นั้นจงตั้งประทีป ๗ ดวง ประทีปดวงหนึ่งๆนั้นให้มีขนาดใหญ่เท่ากงล้อ (จุดถวาย)เป็นเวลา ๔๙ วันมิให้ดับแสงลง สร้างธงเบญจรงค์ยาว ๔๙ คืบฝ่ามือ และปลดปล่อยสรรพสัตว์ต่างๆตลอด ๔๙ วาร จึงจักผ่านพ้นทุร- วิบัติภัย ยังให้ปีศาจร้ายทั้งปวงมิอาจกระทำการ

「復次、阿難!若剎帝利、灌頂王等,災難起時,所謂:人眾疾疫難,他國侵逼難,自界叛逆難,星宿變怪難,日月薄蝕難,非時風雨難,過時不雨難。彼剎帝利灌頂王等,爾時應於一切有情起慈悲心,赦諸繫閉。依前所說供養之法,供養彼世尊藥師琉璃光如來。
พระคุณเจ้าอานนท์ หากกษัตริย์ ผู้อภิเษกเป็นราชาแห่งแคว้นนั้น เมื่อเพลาที่เกิดภัยพิบัติ อันมี ภัยจากโรคระบาด ภัยจากประเทศอื่นรุกราน ภัยจากคนภายในเป็นกบฏ ภัยจากนักษัตรประหลาดไป ภัยจากสุริยจันทรคลาส ภัยจากลมฝนมิถูกฤดู ภัยจากฝนมิตกต้องตามกาล อันกษัตริย์ผู้อภิเษกเป็นราชานั้น ในกาลนั้นพึงบังเกิดจิตเมตตากรุณาต่อหมู่สัตว์ทั้งปวง อภัยโทษผู้ถูกคุมขัง แล้วดำเนินตามสักการวิธีที่กล่าวแล้วเบื้องต้น เพื่อถวายสักการะต่อพระโลกนาถเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตพระองค์นั้นเถิด

由此善根及彼如來本願力故,令其國界即得安隱,風雨順時,穀稼成熟,一切有情無病歡樂。
ด้วยเหตุแห่งกุศลมูลนี้ และด้วยกำลังแห่งมูลปณิธานของพระตถาคตเจ้าพระองค์นั้น จักยังให้แว่นแคว้นแห่งนั้นได้บรรลุถึงความผาสุก ลมและฝนต้องตามฤดูกาล พืชพรรณธัญญาหารและการกสิกรรมให้ผลสมบูรณ์ หมู่สัตว์ทั้งปวงจักไร้โรคภัย เกษมโสมนัสถ้วนหน้า

於其國中,無有暴惡藥叉等神惱有情者,一切惡相皆即隱沒;而剎帝利灌頂王等壽命色力,無病自在,皆得增益」。
ในประเทศนั้น จักปราศจากยักษ์ร้ายและเทวดาใจบาปผู้ก่อเวรให้หมู่สัตว์ อกุศลลักษณะทั้งปวงจักมลายหาย อีกกษัตริย์ผู้อภิเษกเป็นราชาแห่งแคว้นนั้น จักจำเริญด้วยอายุ วรรณะ พละ เป็นผู้มีสุขะเพราะไร้โรคา จักได้บรรลุถึงประโยชน์วัฒนายิ่งเช่นนี้แล

「阿難!若帝后、妃主,儲君、王子,大臣、輔相,中宮、綵女,百官、黎庶,為病所苦,及餘厄難;亦應造立五色神旛,然燈續明,放諸生命,散雜色花,燒眾名香;病得除愈,眾難解脫」。
พระคุณเจ้าอานนท์ หากมเหสี สนม รัชทายาท ราชบุตร มหาอำมาตย์ ขุนนาง นางใน ข้าราชการ ราษฏรทั้งปวงที่เป็นทุกข์จากโรคและภัยอื่นๆ ก็พึงสร้างธงเบญจรงค์ จุดดวงประทีปมิให้ดับ ปลดปล่อยสรรพชีวิต โปรยมวลมาลีหลากพรรณ ร่ำสุคันธชาติชั้นเลิศ โรคาพาธจึงถูกกำจัดหมดไป และล่วงพ้นภยันตรายทั้งปวง

爾時,阿難問救脫菩薩言:「善男子!云何已盡之命而可增益」?
ในเพลานั้น พระอานนท์ด้ปุจฉาพระอนุเคราะห์วิมุตติโพธิสัตว์ว่า ดูก่อนกุลบุตร จักกระทำเช่นไรหนอ ให้อายุขัยที่หมดสิ้นแล้วได้ยืนยาวต่อไป

救脫菩薩言:「大德!汝豈不聞如來說有九橫死耶?是故勸造續命旛燈,修諸福德,以修福故,盡其壽命不經苦患」。
พระอนุเคราะห์วิมุตติโพธิสัตว์ว่า พระคุณเจ้า ท่านมิเคยได้สดับพระตถาคตเจ้าตรัสถึงอกาลมรณะ ๙ ประการดอกหรือ ด้วยเหตุนี้จึงบังควรสร้างธงและประทีปแห่งความมีอายุวัฒนา บำเพ็ญกุศลทั้งปวง ด้วยเหตุที่บำเพ็ญกุศล จักยังให้เมื่อวายชนม์มิต้องทุกข์มรมาน

阿難問言:「九橫云何」?
พระอานนท์ว่า อกาลมรณะทั้ง ๙ ประการเป็นเช่นไรหนอ

救脫菩薩言:「若諸有情,得病雖輕,然無醫藥及看病者,設復遇醫,授以非藥,實不應死而便橫死。
พระโพธิสัตว์ว่า หากหมู่สัตว์เป็นโรคแม้น้อยนิด แต่ไร้แพทย์ผู้รักษา ปราศจากโอสถและผู้พยาบาล แม้ได้พบแพทย์ แต่ได้รับโอสถที่ผิด ที่แท้ยังมิพึงสิ้นชีพแต่กลับต้องมรณะก่อนเวลาอันควร

又信世間邪魔、外道妖孽之師妄說禍福,便生恐動,心不自正,卜問覓禍,殺種種眾生,解奏神明,呼諸魍魎,請乞福祐,欲冀延年,終不能得。愚癡迷惑,信邪倒見,遂令橫死入於地獄,無有出期,是名初橫。
อีกประการยังมีผู้เลื่อมใสพาหิรมิจฉามาร[2]ของโลก เมื่อได้ฟังคำลวงหลอกของครูผีเวทย์มนตร์ที่ทำนายโชคดีฤๅร้ายแล้ว จึงยิ่งทวีความหวาดกลัว จิตมิอาจตั้งมั่นเป็นสัมมาอยู่ได้ เมื่อทำนายว่ามีเคราะห์ภัย จึงประหารชีวิตสัตว์อื่นๆ เพื่อสังเวยต่อเทพเจ้า แล้วเรียกเชิญภูติผีปีศาจให้มอบวาสนาคุ้มครอง และความมีอายุยืนยาว ที่สุดแล้วก็มิอาจได้ตามนั้น เพราะความโง่เขลาลุ่มหลง มีมิจฉาศรัทธาและวิปลาสทิฐิ[3]เป็นต้น เมื่อ(บุคคลนี้)ได้มรณะก่อนเวลาอันควรแล้วจักเข้าสู่นรกภูมิ ไร้ซึ่งกำหนดกาลหลุดพ้นออกมา นี้แลชื่อว่า อกาลมรณะประการแรก

二者、橫被王法之所誅戮。三者、畋獵嬉戲,耽淫嗜酒,放逸無度,橫為非人奪其精氣。四者、橫為火焚。五者、橫為水溺。六者、橫為種種惡獸所噉。七者、橫墮山崖。八者、橫為毒藥、厭禱、咒詛、起屍鬼等之所中害。九者、饑渴所困,不得飲食而便橫死。
ประการที่ ๒ มรณะด้วยต้องราชอาญาประหารชีวิต
ประการที่ ๓ ผู้ล่าสัตว์ มัวเมาในกามและสุรา ประมาทมิอาจฉุดช่วยได้ จึงต้องมรณะเพราะอมนุษย์มาฉุดคร่าดวงวิญญาณ
ประการที่ ๔ มรณะด้วยเพลิงเผาผลาญ
ประการที่ ๕ มรณะด้วยจมชลชาติ[4]
ประการที่ ๖ มรณะด้วยสัตว์ร้ายต่างๆ กัดกิน
ประการที่ ๗ มรณะด้วยพลัดตกจากภูผา
ประการที่ ๘ มรณะด้วยต้องโอสถพิษ ยาเบื่อ เวทย์มนตร์และภัยจากการปลุกภูติผี[5]
ประการที่ ๙ ผู้หิวกระหายด้วยเพราะอดอยาก มิได้ดื่มกินอาหารจนมรณะ

是為如來略說橫死,有此九種,其餘復有無量諸橫,難可具說!
นี้คือการมรณะก่อนเวลาอันควร ที่พระตถาคตเจ้าทรงแสดงไว้โดยสังเขป ๙ ประการ ซึ่งยังมีมรณะประเภทต่างๆอีกหาจำนวนมิได้ อันจะกล่าวให้ครบถ้วนได้ยาก

「復次、阿難!彼琰魔王主領世間名籍之記,若諸有情,不孝五逆,破辱三寶,壞君臣法,毀於性戒,琰魔法王隨罪輕重,考而罰之。是故我今勸諸有情,然燈造旛,放生修福,令度苦厄,不遭眾難」。
ข้าแต่พระคุณเจ้าอานนท์ ก็พญายมราชาธิบดีผู้บันทึกรายชื่อของสัตว์โลก หากมีหมู่สัตว์ที่ทุรยศ อกตัญญู ก่ออนันตริยกรรม[6]ให้ร้ายดูหมิ่นพระรัตนตรัย ละเมิดกฎหมายของผู้ปกครอง ทำลายศีลาจาร พญายมผู้เป็นเจ้าแห่งธรรมจักพิจารณากรรมที่หนักเบา แล้วตัดสินโทษทัณฑ์ตามนั้น เหตุนี้เราจึงขอให้หมู่สัตว์ทั้งปวง จุดประทีป ประดิษฐ์ธงทิว ปลดปล่อยชีวิตสัตว์อื่นเพื่อบำเพ็ญกุศล จึงจักล่วงพ้นทุกข์ภัย และมิต้องประสบกับเคราะห์กรรมทั้งปวง

爾時、眾中有十二藥叉大將,俱在會坐,所謂:宮毘羅大將,伐折羅大將,迷企羅大將,安底羅大將,頞你羅大將,珊底羅大將,因達羅大將,波夷羅大將,摩虎羅大將,真達羅大將,招杜羅大將,毘羯魔大將:此十二藥叉大將,一一各有七千藥叉,以為眷屬。
ครั้งนั้น ท่ามกลางมหาชนมีมหายักษ์เสนาบดี ๑๒ ตน ประทับนั่งอยู่ในมหาสมาคมนั้นด้วย อันมี กุมภีระมหาเสนาบดี๑ วัชระมหาเสนาบดี๑ มิหิระมหาเสนาบดี๑ อัณฑิระมหาเสนาบดี๑ อนิละมหาเสนาบดี๑ ศัณฑิละมหาเสนาบดี๑ อินทระมหาเสนาบดี๑ ปัชระมหาเสนาบดี๑ มโหรคะมหาเสนาบดี๑ กินนระมหาเสนาบดี๑ จตุระมหาเสนาบดี๑ วิกราละมหาเสนาบดี๑[7]
ซึ่งมหายักษ์เสนาบดีทั้ง ๑๒ ตนนี้ ล้วนมียักษบริวารตนละ ๗,๐๐๐ ตน[8]

同時舉聲白佛言:「世尊!我等今者蒙佛威力,得聞世尊藥師琉璃光如來名號,不復更有惡趣之怖。我等相率,皆同一心,乃至盡形歸佛法僧,
(มหายักษ์เสนาบดี)ได้กราบทูลสมเด็จพระพุทธองค์พร้อมกันว่า ข้าแต่พระโลกนาถเจ้า เหล่าข้าพระองค์ทั้งผอง บัดนี้เพราะได้พระพุทธเดชานุภาพปกป้อง ยังให้ได้สดับพระนามแห่งพระโลกนาถเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคต จึงมิต้องหวั่นเกรงอบายภูมิอีกต่อไป ปวงข้าพระองค์ล้วนมีเอกจิตเสมือนกันว่า ตราบนี้ไปจนสิ้นชีพสังขารจักมั่นในพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสงฆเจ้าเป็นที่พึ่ง

誓當荷負一切有情,為作義利,饒益安樂。隨於何等村城圍邑,空閑林中,若有流布此經,或復受持藥師琉璃光如來名號恭敬供養者,我等眷屬衛護是人,皆使解脫一切苦難,諸有願求悉令滿足。或有疾厄求度脫者,亦應讀誦此經,以五色縷,結我名字,得如願已,然後解結」。
ขอประกาศปณิธานว่าจักแบกรับหมู่สัตว์ทั้งปวง จักกระทำคุณธรรมความดีอันเป็นประโยชน์และความผาสุกสวัสดี(แก่หมู่สัตว์ทั้งปวง) หากสถานแห่งใด ในสถานคามนิคม ชนบท ราชธานี ในที่โล่งเปล่าฤๅวนาสนฑ์ หากมีพระธรรมสูตรนี้แผ่ไปถึง มีผู้น้อมรับยึดถือพระนามของพระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตเจ้าและน้อมบูชาด้วยความเคารพแล้วไซร้ ข้าพระองค์พร้อมบริวารจักตามอารักขาผู้นั้น ให้รอดพ้นจากทุกข์ภัยทั้งปวง ความปรารถนาต่างๆจักบริบูรณ์พร้อม หากผู้มีโรคภัยต้องการให้ช่วยเหลือแล้วไซร้ พึงสังวัธยายพระสูตรนี้ แล้วนำด้ายเบญจรงค์มาผูกเป็นปมอักษรชื่อพวกข้าพระองค์ เมื่อได้สมปณิธานแล้วจึงค่อยคลายปมนั้นออก

爾時、世尊讚諸藥叉大將言:「善哉!善哉!大藥叉將!汝等念報世尊藥師琉璃光如來恩德者,常應如是利益安樂一切有情」。
ครั้งนั้น สมเด็จพระโลกนาถเจ้าได้ตรัสสรรเสริญ มหายักษ์เสนาบดีทั้งหลายว่า สาธุ สาธุ มหายักษ์เสนาบดี เธอทั้งหลายเป็นผู้รู้สำนึกจักตอบแทน พระมหากรุณาธิคุณแห่งพระโลกนาถเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคต จึงสมควรยังหิตประโยชน์ สุขศานติแก่หมู่สัตว์ทั้งหลายโดยเนืองนิจเช่นนี้เถิด[9]


[1] แบ่งเป็นช่วงเวลากลางวัน ๓ ช่วงคือ ๑)ยามตะวันขึ้น ๒)ยามเที่ยงวัน ๓)ยามตะวันตกดิน และกลางคืน ๓ ช่วง คือ ๑)ราตรียามแรก(ฟ้ามืด) ๒)ยามเที่ยงคืน ๓)ยามหลังเที่ยงคืน
[2] หมายถึง กลุ่มบุคคลที่อยู่นอกธรรมดีงามของพระศาสนา หรือเรียก “พาหิร หรือ นอกรีต” ซึ่งกระทำสิ่งที่ปราศจากธรรมอันดีงาม มีความหลงผิด จึงเรียก “มิจฉา” และชักนำให้ผู้อื่นหลงผิดตามไปด้วย จึงเรียกว่า “มาร”
[3] มิจฉาศรัทธา คือ การเชื่อถือในสิ่งผิด ที่ไม่เป็นประโยชน์มีแต่โทษสถานเดียวไม่เป็นเหตุปัจจัยสู่การพ้นทุกข์ วิปลาสทิฐิ คือ ความเห็นที่ผลิกผัน เห็นผิดเป็นชอบ เห็นชอบเป็นผิด เช่นการลุ่มหลงงมงาย การทำร้ายสัตว์อื่น(บาป) เพื่อตนเองได้รับพร(บุญ) เช่นการฆ่าสัตว์เพื่อบูชาเทพเจ้าและบรรพบุรุษ เป็นต้น
[4] คือ น้ำ
[5] ในข้อนี้มีความหมาย ๒ นัยยะ คือ ๑)ผู้ที่ต้องมรณะด้วยการถูกผู้อื่นกระทำ และ ๒)ผู้ที่ปลุกภูติผีเป็นผู้มรณะเสียเอง
[6] กรรมอันร้ายแรงที่สุดของพระพุทธศาสนา ๕ อย่างคือ ๑)ปิตุฆาต ฆ่าพ่อ ๒)มาตุฆาต ฆ่าแม่ ๓)อรหันตฆาต ฆ่าพระอรหันต์ ๔)สังฆเภท ทำลายสงฆ์ให้แตกกัน ๕)โลหิตุปบาท การทำร้ายพระพุทธเจ้าจนห้อพระโลหิตขึ้นไป และยังมีกรรมอีก ๕ ประการที่ร้ายแรงเทียบเท่าอนันตริยกรรม คือ ๑)ประทุษร้ายหญิงที่เป็นพระอรหันต์ ๒)ฆ่าพระโพธิสัตว์ที่ดำรงอยู่ในนิตยภูมิ(คือผู้ไม่เสื่อมถอยจากพระโพธิญาณ) ๓)ฆ่าพระเสขะบุคคล(พระอริยะบุคคลอื่นๆ ที่ยังไม่บรรลุอรหันตผล) ๔)ลักของสงฆ์ ๕)ทำลายพระสถูป
[7] มหายักษ์ ๑๒ ตนนี้ มีคือนักษัตรทั้ง ๑๒ ของมนุษย์โดยมีนัยยะว่า สรรพสัตว์ทั้งปวงล้วนถูกมหายักษ์ทั้ง ๑๒ นี้ หรือคือวัฏฏสงสารที่วนเวียนอยู่ไม่จบสิ้น ประดุจนักษัตรจักราศี ที่กลืนกินอายุขัยให้น้อยลงอยู่ตลอดเวลา หากได้พ้นจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองทั้งปวงแล้ว จึงจักพ้นจากการกลืนกินของพญายักษ์เหล่านี้ รูปเคารพของมหายานจะสร้างเป็นรูปพญายักษ์ดุดัน บนศีรษะหรือเท้าจะมีรูปสัตว์ประจำนักษัตรทั้ง ๑๒ ไว้ตนละชนิดเพื่อเป็นสัญลักษณ์ให้ทราบ บางแห่งจะสร้างเป็นร่างมนุษย์ ๑๒ คนแต่มีศีรษะเป็นนักษัตรทั้ง ๑๒ แตกต่างกันไป
[8] มหายักษ์เสนาบดีทั้ง ๑๒ มียักษบริวารตนละ ๗,๐๐๐ นั้นหมายถึงพระธรรมของพระพุทธเจ้าที่คอยช่วยเหลือสรรพสัตว์ทั้ง ๘๔,๐๐๐ ประการ(ธรรมขันธ์) เพราะเมื่อนำ ๑๒ คูณ ๗,๐๐๐ จะได้ ๘๗,๐๐๐ พอดี
[9] มีนัยยะคือ ถ้าผู้ใดปฏิบัติบูชาพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า ก็จักรอดพ้นภยันตรายจากดวงชะตาและจักรราศี เพราะพญายักษ์ให้การปกป้องคุ้มครอง ดังนั้นชาวพุทธมหายาน จึงนิยมภาวนาพระนามและธารณีของพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า ในพิธีสืบอายุและงานมงคลต่างๆ


爾時、阿難白佛言:「世尊!當何名此法門?我等云何奉持?」佛告阿難:此法門名說藥師琉璃光如來本願功德;亦名說十二神將饒益有情結願神咒;亦名拔除一切業障;應如是持」!
เมื่อนั้น พระอานนท์ได้กราบทูลพระพุทธองค์ว่า ข้าแต่พระโลกนาถเจ้า อันพระธรรมกถานี้จักมีนามว่ากระไร หมู่ข้าพระองค์จักยึดถือเช่นไร พระพุทธเจ้าข้า
มีพระพุทธดำรัสว่า ธรรมกถานี้มีนามว่า ไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตปูรวปณิธานสูตร[๑] แลอีกนามคือ ทวาทศมหายักษสัตตวารถกริยาปณิธานศักดามนตร์[๒] แลอีกนามคือ ปหารสรววิปากกรรมสมุทเฉท[๓]พึงยึดถือเช่นนี้

時薄伽梵,說是語已,諸菩薩摩訶薩,及大聲聞,國王、大臣、婆羅門、居士、天龍、藥叉、健達縛、阿素洛、揭路荼、緊捺洛、莫呼洛伽、人、非人等一切大眾,聞佛所說,皆大歡喜,信受奉行。
ก็โดยอภิสมัยครั้งนั้น เมื่อสมเด็จพระภควันต์ตรัสพระพุทธพจน์นี้จบลง บรรดาพระโพธิสัตว์ผู้เป็นมหาสัตว์ และมหาสาวก ราชาธิราช มหาอำมาตย์ พราหมณ์ บัณฑิต เทพ นาค ยักษ์ คนธรรพ์ อสุร ครุฑ กินนร มโหราค มนุษย์และอมนุษย์ทุกหมู่เหล่า ที่ได้สดับยลยินพระพุทโธวาทนี้ ล้วนพากันบังเกิดมหาโสมนัสร่าเริงยินดี แล้วมีศรัทธาน้อมรับใส่เกล้ากระหม่อมเพื่อปฏิบัติสืบไป...


[๑] คือ พระสูตรที่ว่าด้วยกุศลแห่งมูลปณิธานของพระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตเจ้า
[๒] คือ การกล่าวถึงธารณีมนตร์ของมหายักษ์เสนาบดีทั้ง ๑๒ ตนที่ร่วมมีปณิธานจักยังประโยชน์แก่สรรพชีวิต
[๓] คือ การถอดถอนทำลายซึ่งวิบากกรรมทั้งปวง(ชื่อพระสูตรทั้ง ๓ นี้ได้แปลตามอักษรจีน



จบ
พระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตปูรวปณิธานสูตร

(คัดจาก http://www.mahaparamita.com/)
ชมรมบารมีเมตตาธรรม ที่ 03:49
หน้าแรก
ดูเวอร์ชันสำหรับเว็บ
จัดทำโดย.. กลุ่มชมรมบารมีเมตตาธรรม
รูปภาพของฉัน
ชมรมบารมีเมตตาธรรม
ชมรมบารมีเมตตาธรรม จ.ชลบุรี ก่อตั้งขึ้นโดยคณะสาธุชนที่มีจิตศรัทธาร่วมกันบริจาคทรัพย์ เพื่อช่วยเหลือผู้พิการ ผู้ยากไร้ และเผยแผ่พุทธธรรมคำสอน เพื่อบำเพ็ญโพธิสัตวจริยา ตามปณิธานของพระไภษัชยคุรุสัมมาสัมพุทธเจ้า
ดูโปรไฟล์ทั้งหมดของฉัน
ขับเคลื่อนโดย Blogger.